ถอดบทเรียนการเสวนาออนไลน์ครั้งที่ 3 ความตาย… โลกหลังความตาย การพรากจากที่มีความหมายในอุษาคเนย์

0
183

“ความตาย” การพรากจากอันเป็นสามัญของมนุษย์ ที่ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความเศร้า และรอยน้ำตา หากแต่สะท้อนสิ่งซึ่งเป็นรากเหง้าทางวัฒนธรรมผ่านทางธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม เพราะ “โลกหลังความตาย” นั้นจะเป็นอย่างไรก็สุดรู้ ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่จึงต้องสร้างความหมาย ความเชื่อ เพื่อจุดหมายต่างไปตามบริบททางสังคม โดยเฉพาะผู้คนในแถบดินแดนอุษาคเนย์ ก็มีคติความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของความตายที่ปรากฏอยู่เช่นกัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2563 เวลา 13.00-13.30 น. ที่ผ่านมา ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ หลักสูตรวิจัยวัฒนธรรม ศิลปกรรมและการออกแบบ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดงานเสวนาออนไลน์ ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ “ตายแล้วไปไหน  คติหลังความตายในอุษาคเนย์” ภายใต้โครงการหลักคือ โครงการแสดงนิทรรศการ และสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านศิลปะ ประจำปีงบประมาณ 2563 (วาดด้วยใจสู้ภัยโควิด) โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักวิชาการ นักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมไปถึงในต่างประเทศ โดยเสวนาผ่านระบบการประชุมทางไกล (VDO Conference) ด้วยแอปพลิเคชัน Zoom ซึ่งการเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญพิธีกรรมความเชื่อ ตามจารีตโบราณ คือ อาจารย์ ดร.ยุทธพงศ์  มาตย์วิเศษ  โดยมีผู้ดำเนินการเสวนาคือ อาจารย์ ดร.ลัดดาวัลย์ สีพาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การเสวนาเริ่มต้นด้วยการสรุปการเสวนาครั้งที่ 2 โดย รศ. ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ ในหัวข้อ “พุทธแท้ พุทธไทย พุทธเทศ ภายใต้วัฒนธรรมใหม่ (New Normal)” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ก่อนจะได้แนะนำวิทยากร คือ อาจารย์ ดร.ยุทธพงศ์  มาตย์วิเศษ หรือ ‘จารย์ครูธรรม ยอดแก้ว    ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ แต่ด้วยความรู้ ความสามารถ ความสนใจ ท่านได้สนใจในเรื่องของชีวิต มีความรู้เกี่ยวกับคติความเชื่อในเรื่องของความตาย และเป็นผู้เชี่ยวชาญพิธีกรรมความเชื่อตามจารีตโบราณ โดยเฉพาะการสร้างนกหัสดีลิงค์ เรียกได้ว่าเป็น “ช่างนก” รุ่นใหม่ของคนอีสาน  ผู้ดำเนินการเสวนา คือ อาจารย์ ดร.ลัดดาวัลย์
สีพาชัย ซึ่งผู้ดำเนินรายการนั้นมีความสนใจเกี่ยวกับคติหลังความตาย และการศึกษาด้านความเชื่อเช่นกัน

อาจารย์ ดร.ยุทธพงศ์  มาตย์วิเศษ  ได้เริ่มต้นการบรรยาย ด้วยการบอกเงื่อนไขประกอบการบรรยาย คืออาจารย์ ดร.ยุทธพงศ์นั้น นับถือศาสนาพุทธเถรวาท และเรื่องความตายนั้นมีมุมมองและขอบเขตเนื้อหาที่ลึกซึ้งกว้างใหญ่เกินกว่าจะบรรยายได้อย่างครอบคลุมหรือแจ่มแจ้งในทุกมิติ นอกจากนี้ ชุดความรู้
4 เรื่องที่เป็นเรื่องเกินกำลังการหยั่งรู้ของคนทั่วไปตามคติพุทธที่เรียกว่า อจินไตย 4 ได้แก่ พุทธวิสัย  ญาณวิถี  กรรมวิบาก  โลกจินตา ยังเป็นการยืนยันข้อจำกัดในการนำเสนออีกด้วย ดังนั้น สาระสำคัญในการเสวนาครั้งนี้จึงเป็นการสังเคราะห์ความรู้มาถ่ายทอดในลักษณะ “เก็บเอาคำ จำมาเล่า เอามาฝาก”

ประเด็นเสวนาครั้งนี้ มีคำสำคัญ 2 คำ คือ คำว่า “ตาย” ที่มี 2 ความหมาย คือ “การตายจริง”
ที่หมายถึง ภาวะหมดลมหายใจ การสิ้นชีวิต สิ้นสภาพของการมีชีวิต ซึ่งรับรู้กันอย่างสามัญทั่วไป  และ “การตายก่อนตาย” คือ ภาวะเคลื่อนไหวไม่ได้ หรือไม่ว่องไวเหมือนเดิม หยุดชั่วขณะ เช่น มือตาย อีกหนึ่งคำสำคัญคือคำว่า “อุษาคเนย์” ซึ่งหมายถึงดินแดนเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เป็นคำที่ ไมเคิล ไรท์ คิดขึ้น พื้นที่ของอุษาคเนย์นั้น เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ มักเรียกอีกคำหนึ่งว่า “อินโดจีน” เพราะมีการผสมผสานชุดความรู้ วัฒนธรรมจากฝั่งจีนและอินเดีย รวมถึงองค์ความรู้เดิมในพื้นที่ ดังนั้น การพูดถึงความตายจึงเป็นเรื่องที่มีขอบเขตกว้าง จากขนาดของพื้นที่ ผู้คน สังคม และวัฒนธรรม ดังนั้น จึงกำหนดขอบข่ายเนื้อหาเกี่ยวกับความตายในอุษาคเนย์ในกลุ่มคนที่มีจักรวาลทัศน์ร่วมกัน ดังนั้น ก่อนการลงลึกในประเด็น พิธีกรรม ความเชื่อ เกี่ยวกับความตายและโลกหลังความตาย จึงต้องเริ่มที่การทำความเข้าใจความเป็นมาของจักรวาลทัศน์และภูมิหลังของดินแดนอุษาคเนย์ก่อน พัฒนาการสังคมวัฒนธรรมในอุษาคเนย์นั้น ดินแดนแถบอุษาคเนย์มีร่องรอยหลักฐานแสดงว่า
พบชิ้นส่วนมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ (โฮโม อีเรคตัส) ที่ จ.ลำปาง ซึ่งสันนิษฐานว่ามีมนุษย์มาแล้วกว่า 5 แสนปี ซึ่งเริ่มมีการสะสมวัฒนธรรม อาจารย์ ดร.ยุทธพงศ์  ได้แบ่งวัฒนธรรมเป็นยุคต่าง ๆ ได้แก่
ยุคผี – ยุคนาค – ยุคพุทธหินยาน – ยุคพราหมณ์ ฮินดู – ยุคแถน และ ยุคพญาธรรมิกราช
ซึ่งแต่ละยุคสมัยก็มีชุดความรู้เกี่ยวกับโลกหลังความตายต่างกันไป

“ยุคผี” ซึ่งเป็นยุคแรกเริ่ม เป็นสังคมยุคบรรพกาลที่ผู้คนยังเร่ร่อน ลักษณะของวัฒนธรรมในยุคนี้ถูกวัฒนธรรมภายนอกมองว่ายังเป็นวัฒนธรรมป่าเถื่อน ล้าหลัง โดยมีคำเรียกว่า หมาน ฮวน เยว์ จากผู้คนในวัฒนธรรมจีน การเขียนฝาผนังถ้ำ งานศิลปกรรมต่าง ๆ หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “ยุคนาค” หลังจากนั้นจึงเริ่มรับวัฒนธรรมจีนเข้ามา เรียนรู้การรวมตัวกันเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกและชลประทาน ซึ่งสิ่งที่ทำให้อาจารย์ ดร.ยุทธพงศ์ ลำดับยุคนาคต่อจากยุคผี เพราะว่ายุคนาคนั้นมีการทำนาเกิดขึ้น รวมถึงระบบการจัดการชลประทาน หลังจากยุคนาคจึงเข้าสู่ยุค “ยุคพุทธหินยาน” หรือที่คุ้นเคยคำว่า ทวารวดี เป็นยุคที่วัฒนธรรมอินเดียได้เริ่มเข้ามาแลกเปลี่ยนค้าขายพร้อมกับการเผยแผ่ศาสนาพุทธละพราหมณ์ในช่วง พ.ศ.1000 อาจเรียกได้ว่า เส้นแบ่งยุคสมัยในการบรรยายนี้จะแบ่งจากวัฒนธรรมการเผาศพ ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงการฝังศพเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการฝังครั้งเดียว หรือการฝังให้เน่าเปื่อยแล้วเก็บมาใส่ภาชนะแลละชำระแล้วฝังอีกครั้งเรียกว่าการทำศพครั้งที่ 2  และภายหลังการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดียที่ทำให้เกิดการใช้ตัวอักษร หรือก้าวสู่ยุคประวัติศาสตร์นั่นเอง จากนั้นจึงเข้าสู่ “ยุคของพราหมณ์ – ฮินดู”คือยุครุ่งเรืองของเมืองพระนคร ก่อนจะเข้าสู่ “ยุคแถน” ซึ่งโดยปกตินั้นอาจเหมือนว่า ผี และ แถน ควรอยู่ในยุคเดียวกัน แต่หากพิจารณาและสังเคราะห์จากหลักฐาน องค์ความรู้และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ จะพบว่า แถน เป็นผีที่ผ่านการรับวัฒนธรรมชนชั้นวรรณะจากอินเดีย แถน เป็นผีที่มีระบบชนชั้น จึงมีแถนหลวงฟ้าคืน เป็นแถนใหญ่ แถนล่อ แถนลอ แถนต่าง ๆ รองลงมา เกิดเป็นโครงสร้างระบบสังคมแถนขึ้นมา ซึ่งศาสนาแถน หรือความเชื่อเรื่องแถนนั้นเกิดหลังจากการล่มสลายของอาณาจักรใหญ่ 2 อาณาจักรในอุษาคเนย์ คือ เมืองพระนครในเขมร และ ศรีเกษตรในพม่า และได้เกิดรัฐอิสระเล็ก ๆ เช่น สุโขทัย หลวงพระบาง เกิดคติขุนบรม พระบรม ที่มาจากคำว่า ปรมะ โดยปรับคติจากพุทธ – พราหมณ์ มาปฏิรูปจักรวาลทัศน์ในศาสนาผีที่มีอยู่เดิม เป็นศาสนาแถน จนกระทั่งศาสนาพุทธเถรวาทลังกาเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จึงเกิดคติความเชื่อเรื่องพญาธรรมิกราชาธิราช คือ พระราชาผู้ทรงปกครองด้วยความเป็นธรรม ซึ่งเป็นที่มาของ “ยุคพญาธรรมิกราช”

จะเห็นได้ว่า รากฐานของความคิดและวัฒนธรรมเรื่องของพิธีกรรมที่เกี่ยวกับศพนั้น เชื่อมโยงสัมพันธ์กับพัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมในช่วงเวลาต่าง ๆ ซึ่งผสมผสานคติความเชื่อจาก พุทธศาสนา พราหมณ์-ฮินดู ผี โดยเฉพาะพราหมณ์-ฮินดู ที่มีเรื่องเล่า ตำนาน ต่าง ๆ ดังปรากฏคำในวรรณกรรมต่าง ๆ สืบทอดมาถึงปัจจุบัน เช่น สวรรค์ เขาพระสุเมรุ เทพ เทวดา เป็นต้น ชุดความรู้เรื่องจักรวาลทัศน์ของพราหมณ์ได้กลายเป็นเส้นหลัก โดยต่อมาได้มีคติพุทธศาสนาเข้าไปอธิบายความ จึงทำให้เกิดจักรวาลทัศน์เกี่ยวกับโลกหลังความตายที่แตกแขนงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น พุทธศาสนาเถรวาท ที่เผยแพร่เข้ามาในอุษาคเนย์ และได้สร้างมายาคติเกี่ยวกับไตรภูมิ เป็นชุดความรู้ที่ครอบและอยู่คู่กับชุมชนอุษาคเนย์ถึงปัจจุบัน แต่เมื่อ อ. ดร.ยุทธพงศ์ ได้ค้นคว้าจากแหล่งความรู้ พบว่า โลกศาสตร์โบราณที่ถูกเรียกว่าไตรภูมิ ที่ประกอบด้วย อบายภูมิ มนุษยภูมิ สวรรค์ทั้ง 6 ชั้น รูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น ที่จัดแบ่งเป็น 3 ชั้นอั้นเป็นที่มาของคำว่า “ไตรภูมิ” แล้ว อันที่จริงสมุดภาพไตรภูมิทุกฉบับยังปรากฏภูมิที่ ๔ คือ เมืองมหานครนิพพาน อยู่ด้วย แม้พุทธเถรวาทมองว่านิพพานเป็นสูญ แต่ปรากฏว่าในคัมภีร์โลกศาสตร์โบราณระบุว่านิพพานคือภูมิสำคัญอีกภูมิหนึ่ง ขณะเดียวกันเมื่อศึกษาคัมภีร์ไตรภูมิจะพบว่าไม่ได้มีแค่เรื่องเขาพระสุเมรุ แต่ยังมีเรื่องของดวงดาว จักรราศี การสังเกตดวงดาว ซึ่งเป็นตำแหน่งดาวในทางดาราศาสตร์ คัมภีร์โลกศาสตร์โบราณจึงมีทั้งความรู้เชิงประจักษ์และความรู้เชิงจินตนาการผสานกัน

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ เรื่องพระพุทธเจ้าเปิดโลกในวันออกพรรษา ซึ่งเป็นวันที่พุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ที่อยู่ด้านบน ลงมายังโลกมนุษย์ที่เมืองสังกัสสา โดยที่สัตว์นรกในด้านล่างสามารถมองขึ้นไปเห็นได้ ซึ่งทำให้เป็นการตอกย้ำชุดความคิดที่ว่า สวรรค์จะอยู่ข้างบน โลกมนุษย์อยู่ตรงกลางและนรกอยู่เบื้องล่าง ซึ่งเป็นชุดความคิดหรือความทรงจำที่จำเป็นจะต้องถอดออกไปก่อน เพราะโลกศาสตร์โบราณอาจมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าศึกษาคือ ทิศทางในโลกศาสตร์ ที่จะบอกว่าสิ่งไหนอยู่ตำแหน่งไหน นอกจากนี้ เมื่อกล่าวถึงไตรภูมิคนไทยมักจะอ้างอิงความรู้ว่ามาจากเตภูมิกถา ฉบับ พญาลิไท (ปี พ.ศ.1888) เหมือนว่ามีชุดความรู้เรื่องโลกศาสตร์โบราณเพียงชุดเดียวเท่านั้น ซึ่งในทัศนะของ อาจารย์ ดร.ยุทธพงศ์ นั้นอาจารย์มองว่า หากเตภูมิกถาเป็นคัมภีร์ที่ควรยึดถือและน่าเชื่อถือที่สุดของคนมาตั้งแต่สมัยโบราณ คงไม่มีการแต่งคัมภีร์โลกศาสตร์อื่นที่มีสาระสำคัญที่แตกต่างไม่ตรงกัน ดังปรากฏว่ามีคัมภีร์โลกศาสตร์ฉบับอื่น ๆ เกิดขึ้นมากมายและหลากหลาย เช่น โลกบัญญัติปกรณ์ ซึ่งบอกว่าเขาพระสุเมรุนั้นเป็นสี่เหลี่ยม  ชินาลังกาฎีกา ระบุว่าเขาพระสุเมรุนั้นมีลักษณะกลม อรุณวดีสูตร ซึ่งไม่ระบุปีที่แต่ง แต่สันนิษฐานว่า เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิพระร่วงนั้นรับอิทธิพลในการแต่งจากอรุณวตีสูตร ซึ่งไม่ได้ระบุสัณฐานของเขาพระสุเมรุไว้  ส่วน โลกทีปกสาร นั้นระบุว่าเขาพระสุเมรุมีลักษณะกลม เป็นต้น เมื่อพิจารณาจากคัมภีร์ต่าง ๆ จะพบว่าคนในสมัยก่อนพยายามที่จะอธิบายโลกศาสตร์ ลักษณะของโลก โลกนี้ โลกหน้า ภพภูมิต่าง ๆ ที่เราจะเดินทางไปหลังความตาย ซึ่งมีการอธิบายถึงโลกศาสตร์แตกต่างกัน มิได้จำเพาะเจาะจงถึงแค่เรื่องไตรภูมิเท่านั้น และพระพุทธเจ้าก็ไม่เคยตรัสเรื่องไตรภูมิเป็นระบบในกัณฑ์เทศน์เดียวกัน มีเพียงการแสดงธรรมเทศนาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น สวรรค์บ้าง เปรตบ้าง ภายหลังจึงมีการเรียบเรียงเป็นคัมภีร์โลกศาสตร์ฉบับต่าง ๆ ซึ่งหากมีคำตอบเดียวกัน คัมภีร์ทั้งหลายก็คงจะมีข้อมูลที่ตรงกัน เพราะฉะนั้น จึงไม่สามารถยึดไตรภูมิของพญาลิไทเพียงแหล่งเดียวได้ เพราะโลกศาสตร์นั้นเป็นองค์ความรู้ที่มีการขยายตามทัศนะของแต่ละนิกาย แต่ละศาสนา แม้กระทั่งคัมภีร์โลกศาสตร์ของโบราณจารย์ยังขัดแย้งกัน ส่วนการเสวนาครั้งนี้จึงจะเน้นไปที่คติความเชื่อก่อนการรับอิทธิพลด้านศาสนาและวัฒนธรรมจากชมพูทวีปเข้ามายังอุษาคเนย์ แต่เดิมมีพื้นที่ 2 ส่วน คือ “เมืองฟ้า กับ เมืองลุ่ม หรือ เมืองผี กับ เมืองคน” อ.ดร.ยุทธพงศ์ บัญญัติว่าเป็นคติแบบ “ทวิภูมิ” ซึ่งเป็นคติที่มีอยู่ก่อนในอุษาคเนย์ ในช่วงของศาสนาผี โดยมีความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลว่ามีการแบ่งเป็น 2 ส่วน จนกระทั่งมีการรับคติ “ไตรภูมิ” จากชมพูทวีปเข้ามาในภายหลัง หากกล่าวถึงความตาย อ.สุจิตต์  วงษ์เทศได้ เคยกล่าวไว้ว่า การตายเมื่อพันปีก่อนนั้น ไม่พบหลักฐานหรือคำอธิบายที่แน่ชัด แต่ความตายในอดีตนั้นไม่ตรงกับความตายในปัจจุบัน ที่มองว่า การตายคือการที่วิญญาณนั้นออกจากร่าง เพื่อไปสู่ภพภูมิใหม่ หรือการเกิดใหม่ แต่ในการศึกษาชิ้นหนึ่ง เกี่ยวกับไทดำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคำว่า “ขวัญ” ซึ่งขวัญนี้ยังไม่สามารถอธิบายได้ แต่ขวัญไม่ใช่วิญญาณ ซึ่งเชื่อกันว่าขวัญคือสิ่งที่ทำให้มีชีวิตอยู่เป็นปรกติ ซึ่งขวัญจะอยู่โดด ๆ ไม่ได้ ต้องมารวมกันเพื่อเป็นตัวเรา ขวัญ จะไม่เหมือนกับ วิญญาณ ในทางพุทธศาสนา เพราะวิญญาณมีแค่ 6 สัมพันธ์กับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ขวัญของคนเรานั้นมีเป็นจำนวนมาก คนไทดำว่า 30 ขวัญหน้า 50 ขวัญหลัง คำสู่ขวัญมีว่า 32 ขวัญให้มาเต้า 90 ขวัญให้มาโฮม เพราะมีขวัญอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย นอกจากนี้ยังอยู่ในบ้านเรือนไร่นา แต่ขวัญจะอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องมีที่เกาะเกี่ยว ซึ่งตามโลกศาสตร์ของคนไทดำ ซึ่งอาจเป็นความเชื่อสืบเนื่องจากโบราณของศาสนาผี เชื่อว่า ขวัญจะเกาะในแนวตั้งกับ “มิ่ง” และ นั่งไปกับ “แนน” หรือ สายมิ่งสายแนน ซึ่งประเด็นนี้สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากที่นักวิชาการศึกษาไว้

เมื่อคนตายไปแล้ว ขวัญไม่ได้ตายตามไปด้วย ดังปรากฏในวรรณกรรมพื้นบ้านเรื่อง ผาแดง นางไอ่ จากตัวบทที่ว่า

          “…จอมกษัตริย์ไท้          เสียใจจาตุฆาต

       พระบาทเจ้า                         ผายเข้าสู่สวรรค์

          ยังแต่ “ขวัญ” แก่กล้า              บ่มีอาจสังขยา  ได้แล้ว

          ขวัญตีนมือ                           บ่อาจเมือเมืองฟ้า

          ยังปองฆ่า                            ทำเวรใช้ชาติ กันแล้ว

          ตราบต่อเท่า                         เดียวนี้ก็บ่วาย  เจ้าเอย…”

                                      (จาก ผาแดงนางไอ่ ชำระโดย สุภณ  สิมจิตรศรีปัญญา น.52,2522)

จากตัวบทดังกล่าวได้สะท้อนถึงความคิดและจินตนาการเกี่ยวกับโลกหลังความตาย ว่าขวัญนั้นไม่ได้ตายตามร่างกายไปด้วย ซึ่งโลกสมัยก่อนนั้นไม่ได้มองว่าการตายแล้วจะเปลี่ยนภพภูมิ แต่ขวัญนั้นจะอยู่นิรันดร์ ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดทางพุทธศาสนา จึงต้องย้อนกับมาดูว่ามีการพูดถึงการตายในอดีตอย่างไร

ก่อนการตาย หรือ เสียชีวิต อาจจะมีการเจ็บป่วย ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะขวัญไม่อยู่กับตัว จึงมีการ “เรียกขวัญ หรือ เอิ้นขวัญ สู่ขวัญ” ซึ่งเป็นพิธีกรรมหนึ่ง ประกอบไปด้วย หมอแคน เพราะมีการใช้หมอแคนเป็นเครื่องสื่อสาร และมีหมอเหยา / หมอผี ผู้หญิง หรือผู้ประกอบพิธีกรรม หากเรียกขวัญ 1 วัน หรือนานกว่านั้นคือ 3-5 วันแล้วขวัญไม่กลับมา คือเสียชีวิต คือมีความเชื่อว่าร่างกายนั้นตายไปแล้ว แต่ขวัญนั้นจะยังอยู่ โดยขวัญจะไปอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งจะเห็นได้จากร่องรอยบนกลองมโหระทึก ที่มีรูปดาว บ้างมีการตีความว่าเป็นพระอาทิตย์ ซึ่ง อ.สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้ฟังอาจารย์ผู้ใหญ่เคยตีความให้ฟังเมื่อครั้งไปขุดค้นโบราณวัตถุที่บ้านเชียง ความว่า รูปดาวนั้นอาจจะหมายถึง ขวัญ เพราะสมัยก่อนนั้นคนไม่ได้นับถือตะวันตามที่ตีความในปัจจุบัน เพราะตามภาพเขียนโบราณนั้นไม่ได้มีการกล่าวถึงตะวันเลย แต่ปรากฏเรื่องของผีแถนหรือขวัญ ซึ่งสำคัญต่อชีวิตผู้คน นอกจากนี้ยังมีกลองมโหระทึกบางชิ้น มีกระดูกอยู่ภายในอีกด้วย ซึ่งบนหน้ากลองนั้นมีรูปขวัญ และรูปนก ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งรับส่งวิญญาณ นอกจากนี้ยังมีชุดความรู้เกี่ยวกับ“บายศรี” มีมีร่องรอยทางคติชนเกี่ยวกับการรับส่งขวัญนี้อยู่ โดยให้ความสำคัญกับข้าว-ขวัญ แต่ปัจจุบันมักมุ่งเน้นไปที่การสร้างสรรค์ความสวยงามของใบตอง เมื่อเปรียบเทียบภาพถ่ายเก่า จะพบว่า เมื่อก่อนนั้นบายศรีไม่เน้นที่ใบตอง และเมื่อสังเกตคำว่า “บายศรี” จะพบว่าคำว่า บาย จะหมายถึงข้าว  ศรี หมายถึง มิ่งขวัญ   ข้าวออกเสียงตามสำเนียงอีสานว่า เข้า รวมความแล้วจะได้ว่า ขวัญข้าว พ้องกับคำถิ่นว่า ขวัญเข้า หมายถึงการเชิญขวัญเข้ามาสู่ร่างกายตัวตนนั่นเอง ซึ่งพาขวัญหรือพานบายศรีนั้น หัวใจจะอยู่ที่ข้าว คือ พาขวัญจะต้องมีข้าว เป็นข้าวสุก เพราะเชื่อว่าขวัญจะมากินข้าว ดังนั้น หัวใจหลักจึงไม่ได้อยู่ที่ใบตอง และการเรียกขวัญนั้น หากขวัญไม่กลับมาคือผู้นั้นตาย ก็จะมีการแบ่งพิธีกรรมออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่ง “ผีขวัญ” (ขวัญที่ไม่มีร่าง) ให้ไปอยู่ในเมืองฟ้า ส่วน “ผีคน” (ร่างที่ไม่มีขวัญ) จะมีการฝังไว้ที่เมืองลุ่ม ซึ่งผีขวัญเมื่อไปอยู่ในเมืองฟ้านั้นใครเคยทำหน้าที่อะไรในเมืองลุ่มก็จะไปทำหน้าที่นั้นอยู่ในเมืองฟ้าเหมือนเดิม ส่วนร่างที่ไม่มีขวัญ จะมีการฝังไว้ โดยทำเป็นเรือนน้อย ๆ ด้านบน มีธงและนกปักไว้เพื่อส่งขวัญ ซึ่งเป็นคติที่มีมากว่าพันปี ต่อมามีเรื่องศักดินามาเกี่ยวข้องคือ หากเป็นผีคนทั่วไป การจัดการศพจะไม่มีพิธีรีตอง เพียงแค่นำศพไปทิ้งให้แร้งกาจิกกิน แต่ถ้าเป็นหัวหน้าชนเผ่า ผู้นำชุมชน จะถูกฝังใต้เรือนพร้อมเครื่องใช้ที่ทำใหม่ เพราะเป็นบุคคลสำคัญของชุมชน ตายไปขวัญก็ยังเป็นผู้นำ บางครั้งมีการนำกระดูกฝังใส่ภาชนะเช่นที่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด พบภาชนะรูปร่างเหมือนน้ำเต้า เมื่อจับคว่ำลงจะคล้ายมดลูก ซึ่งมีการตีความว่า เหมือนกับการกลับสู่ท้องใหม่ นี่คือพิธีกรรม การจัดการส่วนของร่าง แต่ส่วนผีขวัญนั้นต้องเดินทางไปเมืองฟ้า

การเดินทางของผีขวัญ น่าสงสารและหนาวเหน็บเพราะต้องข้ามลำน้ำ ขวัญของญาติพี่น้องจึงต้องร่วมเดินทางไปส่งอย่างอึกทึกครึกโครม ในสมัยก่อนมีความเชื่อเรื่องโลกแบน การเดินไปที่ไหนก็ตามจะมีจุดสิ้นสุดเป็นน้ำ เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกคือน้ำ จึงมีความเชื่อว่าผีขวัญจะต้องเดินทางด้วยเรือเพื่อข้ามฟากไปอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นเมืองฟ้า และมีความเชื่อว่าเมื่อมีญาติพี่น้องเสียชีวิตก็จะมีการแห่แหนไปส่งผีขวัญ ดังปรากฏในภาพวาดบนฝาผนัง กลองมโหระทึก จะเห็นว่าโลกหลังความตายของคนในอดีตนั้นแตกต่างจากโลกหลังความตายตามคติของพุทธศาสนาในปัจจุบัน และหีบศพในปัจจุบันอาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งแทนเรือส่งผีขวัญในอดีต

ความโทเมือง ของชาวไทดำ เป็นบทสวดบอกเส้นทางส่งผีขวัญไปสู่เมืองฟ้า ซึ่งน่าจะหมายถึงที่ตั้งชุมชนแรกเริ่มเมื่อครั้งบรรพกาล และเมื่อชุมชนแผ่ขยายออกไป ก็ยังมีการนำไหบรรจุศพมาฝังที่บ้านเดิมนั้น ความโทเมืองจึงเป็นการบอกเส้นทางกลับไปสู่ที่ตั้งชุมชนเมื่อครั้งบรรพกาลที่ถูกเรียกว่า “เมืองแถน” หรือ “เมืองฟ้า” และนอกจากนี้ยังมีพิธีกรรมที่เรียกว่า พิธีศพครั้งที่ 2 เริ่มจากการที่คนตายนั้นไปเป็นผีขวัญ แล้วแห่แหนไปส่งที่เมืองฟ้า ซึ่งเมืองฟ้าตามความเชื่อเดิมจะไม่เหมือนสวรรค์ตามความเข้าใจในปัจจุบัน ฟ้าไม่ได้อยู่เบื้องบน แต่อยู่ระนาบเดียวกับเรา เพียงแค่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ วัฒนธรรมที่ยังคงหลงเหลือแม้รับวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาก็คือการเก็บอัฐิคนที่ตายแล้วไว้ในบ้าน ซึ่งไม่มีในวัฒนธรรมอินเดีย สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อนี้คือของอุษาคเนย์มาตั้งแต่บรรพกาล

ต่อมาคือประเด็นการจัดการพระบรมศพ ซึ่งเป็นจารีตที่มีความสำคัญที่ทำให้เห็นแบบแผนการจัดการผีขวัญและผีคนของชาวอุษาคเนย์ที่สืบต่อกันมายาวนาน แม้ปัจจุบันจะมีการผสมผสานความเชื่อจากพุทธ พราหมณ์ เจือเข้าไป แต่หากวิเคราะห์รายละเอียดของงานพระบรมศพจะพบว่าไม่ใช่คติพุทธ-พราหมณ์แต่เป็นหลักการเดียวกันกับศาสนาผีหรือศาสนาแถนเมื่อครั้งบรรพกาล ซึ่งนักวิชาการได้ข้อสรุปตรงกันว่าการใช้โกศเป็นจารีตการบรรจุศพไว้ในไหซึ่งจารีตเดิม ประเพณีเดิมเมื่อหัวหน้าเผ่าตายแล้วจะต้องบรรจุผีคนอยู่ในท่าคู้ในไหหินหรือภาชนะดินเผาแล้วส่งผีขวัญไปเมืองฟ้า สมัยรัตนโกสินทร์ก็จะเคลื่อนย้ายพระบรมศพในโกศไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ชื่อดุสิต เป็นสวรรค์ชั้นฟ้าที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ตามคติพุทธ ซึ่งสอดรับกับความเชื่อเดิมที่ว่าหัวหน้าเผ่าเมื่อตายไปแล้วจะไปอยู่เมืองฟ้า ในยุคบรรพกาลผีขวัญของหัวหน้าชนเผ่าจะไปเป็นผีบรรพชนศักดิ์สิทธิ์หรือแถนหลวง เทียบได้กับการแปลงคตินี้ให้เป็นพุทธในภายหลังคือเมื่อพระมหากษัตริย์สวรรคตจะเรียกว่าพระพุทธเจ้าหลวง

ชุดความรู้เดิม ตามเอกสารโบราณของขุนบรม เขียนไว้ว่าเดิมนั้นมีโลก 2 ส่วน คือ โลกของคนที่ตายไปแล้ว และโลกของคนที่ยังมีร่างกายอยู่ หรือเมืองฟ้ากับเมืองลุ่ม ซึ่งเดิมเชื่อมต่อกันไปมาหาสู่กัน แต่ภายหลังเชื่อว่าแถนหลวง ได้สั่งให้ “ตัดขัวหลวง” หรือตัดสะพาน หรือทางเชื่อมระหว่างกัน ทำให้ไปมาหาสู่กันไม่ได้เหมือนเดิม แต่ยังมีทางเชื่อมกันอื่น ๆ ที่ขวัญจะมายังโลกของมนุษย์ได้ คือ การลงมาทางเสา จึงเกิดการให้ความสำคัญกับเสาแฮก (เสาแรก) เสาขวัญ เสาหลักบ้านหรือบือบ้าน เพราะเสาเหล่านี้เป็นเส้นทางศักดิ์สิทธิ์สำหรับสัญจรของผีขวัญ ที่จะมาดูแลลูกหลาน

เมื่อมีการตัดทางเชื่อมระหว่างโลก 2 ใบ การส่งผีขวัญไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือการใช้ “นก” จึงกลายเป็นคติการส่งขวัญด้วยนก จึงมีการนำภาพนกบนหน้ากลองมโหระทึกมาเปรียบเทียบกับนกชนิดต่าง ๆ ซึ่ง อ. ดร.ยุทธพงศ์มองว่ามีความคล้ายคลึงกับ “นกเงือก” โดยที่คติเกี่ยวกับการส่งผีด้วยนกนั้นปรากฏสอดคล้องกับคติฝ่ายชมพูทวีปเรื่อง นกหัสดีลิงค์ ดังปรากฏภาพนกหัสดีลิงค์จับช้าง ในสมุดภาพไตรภูมิ แสดงถึงพลังอันยิ่งใหญ่ ซึ่งน่าจะพาผีขวัญไปสู่อีกภพหนึ่งได้เช่นเดียวกันกับคติเดิม เมื่อเรื่องราวของนกหัสดีลิงค์จากชมพูทวีปเข้ามาซ้อนทับกับคตินกเงือกส่งผีขวัญ ดังที่ปรากฏในไตรภูมิเกี่ยวกับเรื่องราวของนกหัสดีลิงค์ที่กล่าวว่า ในดินแดนอุตรกุรุทวีป  ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของดินแดนตามความเชื่อในไตรภูมิ ซึ่งเชื่อว่านกหัสดีลิงค์เป็นนกที่ช่วยจัดการเรื่องของศพ คือเมื่อมีคนตายลง นกนี้จะคาบศพไปทิ้งไม่ให้มีอสุภะบนแผ่นดิน ซึ่งก่อนมีคติไตรภูมินั้นมีความเชื่อเรื่องนกอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีคติไตรภูมิเข้ามาภายหลัง จึงมีการรับเข้ามาผสมผสานได้ง่าย และพัฒนาการต่อมากลายเป็นจารีตการปลงศพของบุคคลสำคัญด้วยนก ดังที่ปรากฏหลักฐานเป็นภาพงานพระเมรุสมเด็จพระเพทราชา สมัยอยุธยา เป็นภาพนกอินทรียืนแท่นรับบุษบกนำหน้ากระบวนรูปสัตว์สะท้อนให้เห็นคติการปลงศพบุคคลสำคัญด้วยนก ดังนั้น นกกับพิธีกรรมความตาย จึงมีความสัมพันธ์กันมาก่อนแล้วก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนา และยังคงสืบเนื่องมาจวบจนปัจจุบัน

มีผู้สนใจในเรื่อง “นางสีดาฆ่านก” ในพิธีการปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์ของชาวอีสาน โดยอ้างว่ามาจากตำนานเมืองเชียงรุ้งแสนหวี อ. ดร.ยุทธพงศ์ ได้ไปสืบค้นตำนานพื้นเมืองแสนหวี พบว่า มีการกล่าวถึงนกคาบพระเทวีที่ทรงครรภ์ แต่ไม่มีพิธีปลงศพและเรื่องนางสีดาฆ่านก แต่คตินี้ได้ปรากฏในพงศาวดารโยนกกล่าวว่า เมื่อ 440 ปีก่อนมีการปลงศพเจ้าผู้ครองนครด้วยเมรุพิมานบุษบกบนหลังนกหัสดีลิงค์ นอกจากนี้พบว่ามีการปลงศพด้วยนกหัสดีลิงค์สำหรับเจ้าเมืองในเอกสารของอุบลราชธานี จากข้อมูลทั้งหมดนี้จะทำให้เราได้เห็นพัฒนาการทางวัฒนธรรมคติความเชื่อ และหากเราค่อย ๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ทางวัฒนธรรมที่ห่อหุ้มไว้หลายชั้น เราจะพบแก่นของคติความเชื่อที่ล้วนเป็นเรื่องราวของผีขวัญที่ไม่เคยมีการตาย จนต่อมาคนในอุษาคเนย์ได้อาภรณ์ทางวัฒนธรรมที่เป็นคติจากชมพูทวีปเข้ามาห่อหุ้ม เกิดเป็นความเชื่อเรื่องสังสารวัฏเข้ามาแทนที่เมืองฟ้าอันเป็นโลกหลังความตายของคนใน 2 – 3 พันปีก่อน แต่ยังมีคติความเชื่อบางอย่างเมื่อครั้งบรรพกาลยังคงอยู่ เช่น มีการเผาศพตามคติใหม่ฝ่ายพุทธ-พราหมณ์ แต่ก็ยังมีการเก็บกระดูกเหมือนคติดั้งเดิม ทั้งหมดนี้คือคติเดิมที่ถูกเคลือบด้วยคติใหม่นั่นเอง

          ช่วงท้ายของการเสวนาออนไลน์ มีการเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักศึกษา และผู้ร่วมเสวนาได้ถาม-ตอบ ซึ่งได้รับความสนใจ และมีการถามในประเด็นที่หลากหลาย เช่น บทลงโทษหลังความตายของแต่ละศาสนา ความโศกเศร้าในพิธีกรรมหลังความตาย เป็นต้น จนเป็นที่น่าเสียดายว่าเวลานั้นหมดลงเสียก่อน ซึ่งก่อนปิดการเสวนานั้น รศ.ดร.นิยม วงษ์พงศ์คำ ได้ประชาสัมพันธ์ถึงโครงการเสวนาออนไลน์ประเด็นด้านศิลปวัฒนธรรม ที่ยังคงจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการเสวนาออนไลน์ครั้งที่ 4 จะจัดขึ้นในวันที่ 12  กันยายน  2563  ในหัวข้อ “ฤา สักอีสาน จะสาบสูญ ” วิทยากรโดย อาจารย์ ชาญพิชิต พลทองสำราญ และดำเนินการเสวนาโดย ผศ.ดร.ภัทร คชภักดี 

          คติความเชื่อเกี่ยวกับโลกหลังความตายนั้นมีความน่าสนใจ และสะท้อนความเชื่อ ความคิดของแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี เช่น การใช้หีบศพซึ่งเป็นสิ่งแทนเรือ เพราะในอดีตเชื่อว่าเป็นการส่งผีขวัญสู่เมืองฟ้าทางน้ำ ซึ่งเรือนั้นอาจเป็นรูปนาค ซึ่งมีนัยและคติความเชื่ออีกว่า นาค คือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่คนในแถบอุษาคเนย์บูชา มีอิทธิฤทธิ์ คุณวิเศษ สามารถพาผีขวัญนี้ไปสู่เมืองฟ้าที่ไกลแสนไกลซึ่งมนุษย์ไปสามารถก้าวล่วงได้ หรือในประเด็นการจัดงานพิธีกรรมหลังความตายโดยใช้ “นกหัสดีลิงค์” ซึ่งมีนัยสำคัญผูกโยงกับความเชื่อและตำนานท้องถิ่น เป็นพิธีกรรมที่เก่าแก่เช่นกัน ความเชื่อเรื่องความตายเมื่อครั้งบรรพกาลของคนอุษาคเนย์นั้นเปลี่ยนแปลงไปภายหลังการเข้ามาของศาสนาพราหมณ์ พุทธ และอิทธิพลตะวันตก ซึ่งเปลี่ยนจาก ความเชื่อที่ว่าการตายไม่มีจริงเพราะผีขวัญไม่เคยตาย ไปสู่การตายแล้ววิญญาณไปอยู่กับพระเจ้า หรือการเวียนว่ายในวัฏสงสารตามผลกรรม เกิดพิธีกรรม การให้ความหมายของพิธีกรรมที่เปลี่ยนไปตามกระแสชุดความรู้ที่เข้ามากระทบในแต่ละช่วงเวลา

ถอดเทบและเรียบเรียงโดย :นางสาวธิดารัตน์ สีหะเกรียงไกร

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

*

code