โบราณคดีและประวัติศาสตร์

ยุคดึกดำบรรพ์ถึงสมัยวัฒนธรรมล้านช้าง

ภูมิภาคอีสาน เป็นดินแดนที่ปรากฏหลักฐานและร่องรอยที่มีความสำคัญในอดีต อันมีความเนื่องมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน นับตั้งแต่หลักฐานทางโบราณชีววิทยา ดังเช่นซากฟอสซิลไดโนเสาร์และฟอสซิลซากพืช ซากสัตว์โบราณหลากหลายชนิด ส่วนร่องรอยหลักฐานอารยธรรม ก็ได้มีการค้นพบหลักฐานของมนุษย์โบราณตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ อารยธรรมโบราณสมัยประวัติศาสตร์ และพัฒนาการของชุมชนจนถึงยุคปัจจุบัน

หลักฐานโบราณชีววิทยา
Paleontology Evidence

ไดโนเสาร์ (Dinosaur)
ไดโนเสาร์ เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง ประเภทสัตว์เลื้อยคลาน มีชีวิตอยู่ในมหายุคมีโสโซอิก เมื่อประมาณ 225 ล้านถึง 65 ล้านปีมาแล้วมีขนาดรูปร่างต่างกันตั้งแต่ขนาดใหญ่มาก น้ำหนักกว่า 100 ตัน สูงกว่า 100 ฟุต จนถึงพวกที่มีขนาดเล็กกว่าไก่ในปัจจุบัน ไดโนเสาร์บางประเภทเดินสี่ขาในขณะที่บางประเภทวิ่งบนขาหลัง 2 ขา ไดโนเสาร์พวกแรกมีอายุมากกว่า 205 ล้านปี มีชีวิตและวิวัฒนาการแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์เป็นระยะเวลายาวนานถึง 140 ล้านปีกระจัดกระจายไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย และได้สูญพันธุ์ไปหมดเมื่อประมาณ 65 ล้านปีที่แล้ว ปัจจุบันพบซากไดโนเสาร์ชนิดต่าง ๆ แล้วถึง 340 สกุล

การค้นพบซากไดโนเสาร์ครั้งแรก
ในปี พ.ศ.2384 ศาสตราจารย์ริชาร์ด โอเวน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเป็นผู้ตั้งชื่อซากของสัตว์เลื้อคลานขนาดใหญ่ที่ถูกค้นพบมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2363 และ 2363 ว่า “ไดโนเสาร์” ซึ่งเป็นคำมาจากภาษากรีก “ไดโน(Deinos)” แปลว่า น่ากลัวมาก และ “เซารอส(Sauros)” หมายถึงสัตว์เลื้อยคลาน เพื่อที่จะทำให้คนสมัยนั้นสามารถจดจำสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ที่น่ากลัวนี้ได้ง่ายขึ้น หลังจากนั้นทุกคนเริ่มให้ความสนใจในกรค้นหาซากไดโนเสาร์และได้ค้นพบซากไดโนเสาร์ตามชั้นหินต่าง ๆ ทั่วโลกทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กเป็นจำนวนมาก

แหล่งที่พบไดโนเสาร์ในภาคอีสาน
ฟอสซิสไดโนเสาร์ของไทยพบจากแหล่งขุดค้นหลายแห่งกระจายอยู่เกือบทั่วภาคอีสาน บริเวณที่เป็นแนวเทือกเขา ซึ่งประกอบขึ้นจากหินตะกอนที่ทับถมกัน ในสภาพชั้นหินที่ประกอบด้วยหินดินดาน หินทรายแป้ง หินทรายและหินกรวดมนสีน้ำตาลแดงเป็นส่วนใหญ่ หินตะกอนแดงนี้มีชื่อเรียกว่า กลุ่มหินโคราชสะสมตัวบนแผ่นดินในช่วงมหายุคมีโสโซอิกอันเป็นช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่บนโลก ชิ้นส่วนไดโนเสาร์ที่ฝังปนอยู่ในชั้นหินฟอสซิลที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในยุคไทรแอสสิกตอนปลาย (200 ล้านปี) และที่มีอายุน้อยที่สุด อยู่ในยุคครีเตเชียสตอนกลางราว 100 ล้านปีมาแล้ว
1. จังหวัดกาฬสินธุ์
อำเภอกุฉินารายณ์
พบซากกระดูกไดโนเสาร์ซอโรพอด (Sauropod) และคาร์โนซอร์ (Carnosaur) ที่วัดบ้านนาไคร้ บ้านโคกโก่งและบ้านหนองเม็กในหมวดหินเสาขัว ยุคครีเตเชียสตอนต้น (ประมาณ 130 ล้านปีมาแล้ว)
ภูกุ้มข้าว วัดป่าสักกะวัน อ.สหัสขันธ์
ปลายปี พ.ศ.2537 คณะสำรวจโบราณชีววิทยาไทย-ฝรั่งเศส ได้สำรวจพบกระดูกไดโนเสาร์จำนวนมากที่บริเวณวัดสักกะวัน ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ โดยพบกระดูกมากกว่า 600 ชิ้น ในชั้นดินทรายหมวดหินเสาขัว ยุคครีเตเชียส กระดูกไดโนเสาร์ที่พบเป็นกระดูกของไดโนเสาร์กินพืชพวกซอโรพอดมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 130 ล้านปีแล้ว ซากกระดูกที่พบประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เกือบทุกส่วนของโครงร่างรวมทั้งฟัน และบางส่วนของกะโหลกทำให้บอกได้ว่าเป็นไดโนเสาร์ซอโรพอด 2 ชนิด ชนิดหนึ่งคือภูเวียงโกซอรัส สิรินธรนี่ อีกชนิดหนึ่งยังต้องรอผลการวิจัย และยังมีฟันของไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ พวกคาร์โนซอร์อีก 2 ชนิด คือ สยามโมซอรัสและสยามโมไทรันนัส ปัจจุบันพบซากไดโนเสาร์ซอโรพอดในหลุมเดียวกันเป็นจำนวนเดียวอย่างน้อย 6 ตัว
ภูแฝก กิ่งอำเภอนาคู
พบรอยเท้าบนลานหินทรายชุดพระวิหาร อายุประมาณ 115-140 ล้านปี เป็นรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่พวกคาร์โนซอร์ จำนวน 12 รอยมีขนาดกว้าง 40 ซม. ยาว 45 ซม.

2. จังหวัดขอนแก่น
ภูประตูตีหมา อ.ภูเวียง
พบซากกระดูกไดโนเสาร์เป็นหมวดหินเสาขัวอายุประมาณ 130 ล้านปี ไดโนเสาร์ซอโร
พอด (Sauropod) ไดโนเสาร์กินพืชชนิดใหม่ ซากกระดูกค่อนข้างสมบูรณ์ได้ขอพระราชทานพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตั้งชื่อว่าภูเวียงโกซอรัสสิรินธรนี่ (Phuwiangosaurus sirindhornae)
ไดโนเสาร์คาร์โนซอร์ (Carnosaur) พบฟันของไดโนเสาร์กินเนื้อหลายชนิด เป็นชนิดใหม่ 2 ชนิด ชื่อ สยามโมซอรัส สุธีธรนี่ และสยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส
ไดโนเสาร์ซีลูโรซอร์ (Coelurosaur) พบซากกระดูกขาหลังท่อนล่างและขาหน้าท่อนบนของไดโนเสาร์ ซีลูโรซอร์ เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็ก ตัวเท่าไก่มีชื่อสกุล คอมซอกนาธัส (Compsongnathus sp.)
ลาดหินลาดป่าชาด ภูเวียง
พบรอยเท้าไดโนเสาร์ในหินหมวดพระวิหาร อายุประมาณ 140 ล้านปีมาแล้วเป็นรอยเท้าของไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็กจำนวนมากกว่า 60 รอย มีนิ้ว 3 นิ้วคล้ายรอยเท้านก ขนาดรอยเท้ายาวประมาณ 10 ซม.
ผาเตลิ่น ภูหลวง
ปี พ.ศ.2527 พบรอยเท้าบนหินทรายอยู่ในชั้นหินหมวดภูพาน กลุ่มหินโคราช ยุคครีเตเชียสตอนต้น (ประมาณ 110-140 ล้านปีมาแล้ว) เป็นรอยแรกที่พบในเขตเอเชียอาคเนย์ มีร่องรอยปรากฎอยู่ถึง 15 รอย เป็นรอยเท้าไดโนเสาร์คาร์โนซอร์ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่

4. จังหวัดชัยภูมิ
อำเภอคอนสวรรค์
พบกรามล่างและส่วนของกะโหลกด้านบนซ้ายของไดโนเสาร์ปากนกแก้ว วงศ์ซิตตาโกซอรตี ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็กอายุประมาณ 100 ล้านปี ชื่อ ซิตตาโกซอรัส สัตยารักษ์กี้ (Psittacosaurus sattayaraki)

ชนิดของไดโนเสาร์ที่พบ
ภาคอีสานมีอายุทางธรณีวิทยาเก่าแก่นับแต่ยุคครีเตเชียส บริเวณนี้สันนิษฐานว่าเป็นแหล่งที่สมบูรณ์ด้วยสรรพชีวิตนานา รวมทั้งไดโนเสาร์เป็นเวลากว่า 200 ล้านปี ไดโนเสาร์ที่พบมีหลายชนิดและห่างกันตามยุคสมัยต่าง ๆ คือ ไทรแอสสิก ตอนปลายเป็นยุคแรกสุดของไดโนเสาร์ในเมืองไทยเป็นเวลากว่า 200 ล้านปีมาแล้ว ยุคจูแรสสิกประมาณ 150 ล้านปี และยุคครีเตเชียสประมาณ 150-65 ล้านปี ฟอสซิลโครงกระดูกและรอยเท้าไดโนเสาร์ที่พบในภาคอีสาน แบ่งเป็น 4 อันดับย่อยคือ เทอโรโพดา ซอโรโพโดมอร์พา ออนิโธโพดาและเซอรา-ทอปเซีย รวมทั้งสิ้น 7 ชนิด และเมื่อรวมชนิดที่พบที่เพชรบูรณ์ในอันดับแยกย่อย คือ โปรโซโรพอด รวมเป็น 8 ชนิด

1. โปรซอโรพอด (Prosauropods)
เป็นไดโนเสาร์รุ่นก่อนซอโรพอด อันดับแยกย่อยคือ โปรซอโรโพดา อันดับย่อยคือ ซอโรพอโดมอร์พา อันดับซอริสเซียอยู่ในยุคไทรแอสสิกและต้นยุคจูแรสสิกเป็นไดโนเสาร์กินพืชรุ่นแรกเดิน 2 เท้าและ 4 เท้า คอยาว หางยาว หัวเล็ก ลำตัวใหญ่ ขาใหญ่เทอะทะมีนิ้ว 5 นิ้วและมือมีนิ้ว 5 นิ้วหัวแม่มือโค้งใหญ่มีฟันรูปร่างคล้ายช้อนติด ชิดกันเป็นแนวมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ยาวกว่าคนเพียงเล็กน้อย จนถึงยาวกว่าส่วนกว้างของสนามเทนนิส พวกที่มีน้ำหนักเบาจะยกส่วนหน้าขณะที่วิ่ง หรือหาอาหารและใช้ก้อนกรวดในกระเพาะช่วยในการย่อยอาหาร โปรซอโร
พอดที่พบ เป็นไดโนเสาร์กินพืชที่เก่าแก่ที่สุดของไทยในชั้นหินหมวดน้ำพอง (200 ล้านปี) ส่วนปลายของกระดูกอีเลียม (กระดูกสะโพกส่วนหน้า) ซึ่งเป็นของไดโนเสาร์โปรซอโรพอดถูกขุดค้นพบ ในชั้นหินหมวดน้ำพองยุคไทรแอสสิกตอนปลาย (200 ล้านปี) ในเขตอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ในปี 2535
กระดูกของพวกโปรซอโรพอดจากชั้นหินทรายสีแดงชิ้นนี้นับว่าเป็นกระดูกไดโนเสาร์เก่าแก่ที่สุดที่พบในเอเชียอาคเนย์ และเป็นการพบพวกโปรซอโรพอดครั้งแรกในบริเวณพื้นที่แถบนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับฟอสซิลโปรซอโรพอดที่พบจากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกพบว่าโปรซอโรพอดของไทยมีขนาดใหญ่แข็งแรง อาจยาวถึง 8 เมตร โปรซอโรพอดเป็นไดโนเสาร์กินพืช ฟันมีรอยหยัก แบบเลื่อยอย่างยาว คอยาว เท้าหน้ามีขนาดค่อนข้างเล็กกว่าเท้าหลัง นิ้วมีเล็บแหลมคม

2. ซอโรพอด (Sauropod)
อันดับแยกย่อยคือ ซอโรโพดา อันดับย่อยซอโรโพโดมอร์พา อันดับซอริสเซีย ซอโร
พอดเป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดมหึมาเดิน 4 ขา หัวเล็ก ลำตัวใหญ่ หางยาว ขาใหญ่เทอะทะมีนิ้ว 5 นิ้วแขนเล็กมีนิ้ว 5 นิ้ว มีฟันคล้ายซ้อนติดชิดกันเป็นแนว บางตัวมีลำตัวยาวเท่ากับรถโดยสารหลายคันต่อกัน น้ำหนักเท่ากับช้างหลายตัว สมองเท่ากับสมองแมว หัวเท่าหัวม้า คอยาวประกอบด้วยกระดูกน้ำหนักเบาเรียงร้อยเข้าด้วยกัน กระดูกหลังเบาและกลวงหางยาวสัมพันธ์กับความยาวของคอซอโรพอด มีชีวิตอยู่ในต้นยุคจูแรสสิกจนถึงปลายยุคครีเตเชียส
ซอโรพอดในประเทศไทยเช่นภูเวียงโกซอรัสไดโนเสาร์ ที่พบทั้งตัวโตเต็มวัยและพวกวัยเยาว์ ซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ที่พบในประเทศไทย จากชั้นหินยุคครีเตเชียสตอนต้น (130 ล้านปี) ส่วนใหญ่เป็นซอโรพอดซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ เดินสี่ขา คอยาว หางยาว พบมากในแหล่งภูเวียง จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดกาฬสินธุ์ การศึกษาวิจัยชิ้นส่วนฟอสซิลที่พบชี้ให้เห็นว่าเป็นฟอสซิลของซอโรพอดที่ต่างจากชนิดที่เคยพบมาแล้วทั้งในประเทศจีน ทวีปอเมริกา และทวีปแอฟริกา จึงตั้งชื่อซอโรพอดชนิดใหม่นี้ว่า
ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรนี่(Puwiangosaurus Sirindhornae) เรียกตามสถานที่พบไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกคือ ภูเวียง ชื่อชนิดตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระเทพรัตนสุดาสยามบรมราชกุมารี เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ท่าน ที่ทรงสนพระทัยติดตามการค้นพบทางโบราณชีววิทยาในประเทศไทย
บริเวณภูเวียงมีการค้นพบกระดูกบางส่วนของซอโรพอดที่อยู่ในวัยเยาว์ปะปนอยู่กับกระดูกของไดโนเสาร์ที่เจริญเต็มวัยแล้ว ลักษณะทางกายวิภาคชี้ให้เห็นว่าทั้งหมดน่าจะเป็นสัตว์ชนิดเดียวกันแต่วัยต่างกัน ลักฐานเหล่านี้ให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของไดโนเสาร์ซอโรพอดเนื่องจากส่วนกระดูกของพวกวัยเยาว์นี้พบน้อยมาก
จากการศึกษาชิ้นกระดูกที่มีขนาดเล็กที่สุดพบว่าซอโรพอดวัยเยาว์นี้มีความสูงประมาณ 50 ซม. และมีความยาวไม่ถึง 2 ม. ในขณะที่พวกเติบโตเต็มวัยแล้วมีขนาดยาวประมาณ 15-18 ซม.

3. สยามโมซอรัส สุธีธรนี่ (Siamosaurus Suteethorni)
ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ฟันคล้ายจระเข้ฟันที่มีลักษณะเป็นรูปทรงกรวยปลายแหลมมีแนวร่องและสันเรียวสลับตลอดครอบฟันถูกพบในชั้นหินยุคครีเตเซียสตอนต้น (120-130 ล้านปี) หลายแหล่ง เช่น ภูเวียง ภูกุ้มข้าว ภูผาโรง ภูนาขาม เป็นต้น ฟันเหล่านี้เป็นของไดโนเสาร์ ขนาดใหญ่ คือสยามโมซอรัส สุธีธรนี่ (Siamosaurus suteethorni) ลักษณะของฟันที่ผิดแปลกไปจากปกติชี้ให้เห็นว่าอาหารของสยามโมซอรัสต่างจากพวกเทอโรพอดทั่วไป เพราะลักษณะของฟันที่เกือบจะกลมและไม่มีรอยหยักไม่อาจเฉือนเนื้อได้เลย น่าจะใช้ในลักษณะอื่นเคยมีผู้วินิจฉัยว่าพวกสไปโนซอริดส์มีปากแคบยาว และเป็นพวกกินปลาเป็นอาหารคล้ายกับพวกจระเข้ แต่ลักษณะทางร่างกายของเทอโรพอดโดยทั่วไปดูเหมือนว่ายากที่จะปรับให้เป็นลักษณะของพวกล่าปลาและถ้าพวกสไปโนซอริดส์ (รวมทั้งสยามโมซอรัส) เป็นพวกที่กินปลาเป็นอาหาร รูปร่างหน้าตาของกลุ่มนี้จะต้องมีลักษณะสำคัญบางอย่างที่แตกต่างไปจากเทอโรพอดทั่วไป แต่เนื่องจากยังไม่พบโครงกระดูกของสยามโมซอรัส ดังนั้นการวาดรูปโครงร่าง ต้น แบบของสยามโมซอรัส จึงเป็นลักษณะของไดโนเสาร์ที่เดินด้วยสองขาหลังเหมือนกับพวกคาร์โนซอร์ในอนาคตถ้าหากมีการพบฟอสซิลจากหินหมวด เสาขัวเพิ่มเติมมากขึ้นข้อมูลเกี่ยวกับสยามโมซอรัสก็คงจะสมบูรณ์ขึ้นและอาจจะบอกถึงลักษณะนิสัยบางอย่างของไดโนเสาร์ในกลุ่มนี้ซึ่งอาจจะมีอะไรพิเศษมากไปกว่าที่พบอยู่นี้ก็เป็นได้

4. สยามโมไทรันนัส อิสานแอนซิส(Siamtyrannus Isanensis)
บรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดของทีแร็กซ์กระดูกของเทอโรพอดขนาดใหญ่บางส่วนของโครงร่างประกอบด้วยกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพกและกระดูกหาง เป็นซากดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์ฝังตัวแน่นอยู่ในชั้นหินทรายยุคครีเตเชียสตอนต้น (130 ล้านปี) ยากแก่การสกัดออกมาเพื่อศึกษาวิจัยแต่จากการทำงานอย่างหนักหลายเดือน นักวิจัยสรุปได้ว่าเป็นของไดโนเสาร์สกุลใหม่ และชนิดใหม่ สยามโมไทรันนัสอิสานแอนซิส ลักษณะกระดูกจากภูเวียง เป็นกระดูกที่เก่าแก่และมีลักษณะโบราณที่สุดของพวกในวงศ์ไทรันโนซอริเด ไดโนเสาร์ที่พบใหม่ในไทยนี้เก่าแก่ชนิดที่เคยพบมาก่อน ทำให้เราสันนิษฐานได้ว่าพวกกลุ่มไทรันโนซอริดเริ่มวิวัฒนาการขึ้นครั้งแรกในเอเชีย แล้วจึงแพร่หลายออกไปทางเอเชียเหนือในช่วงสุดท้ายของยุคครีเตเชียส สยามโมไทรันนัสเป็นไดโนเสาร์เทอโรพอดมีขนาดยาวประมาณ 6.5 เมตร ยาวเป็นครึ่งหนึ่งของไทรันโนซอรัสเร็กซ์ เป็นรุ่นหลังสุดของสายพันธุ์นี้และมีชีวิตอยู่ในทวีปแอฟริกาเหนือเมื่อปลายยุคครีเตเชียส
5. กินรีไมมัส(Kinnareeminus)
ไดโนเสาร์นกกระจอกเทศชนิดใหม่ในแหล่งขุดค้นพบแหล่งหนึ่งซึ่งพบซากดึกดำบรรพ์ของซอโรพอดวัยเยาว์จำนวนมาก ได้พบกระดูกตีนของเทอโรพอดตัวหนึ่งปนอยู่ด้วย กระดูกตีนยาวเรียวทำให้ไดโนเสาร์นี้วิ่งได้เร็วจัดเข้าได้ในวงศ์เดียวกับพวกออร์นิโธไมโมซอร์หรือไดโนเสาร์เทอโรพอด ที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากเทอโรพอดทั่วไป ไดโนเสาร์ที่ขึ้นชื่ว่าปราดเปรียวและวิ่งเร็วชนิดนี้คงจะกินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร ฟอสซิลกระดูกเหล่านี้กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยรายละเอียด

6. คอมพ์ซอกนาธัส(Comsognathus)
ไดโนเสาร์ขนาดจิ๋วชิ้นส่วนกระดูกขนาดเล็กจำนวนหนึ่งประกอบด้วยหน้าและกระดูกหน้าแข้ง ค้นพบที่ภูเวียงเป็นหลักฐานยืนยันว่าเคยมีเทอโรพอดขนาดเล็กซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับคอมพ์ซอกนาธัส อาศัยอยู่ในเขตของประเทศไทยในยุคครีเตเชียสตอนต้น (120-130 ล้านปีมาแล้ว)

7. อีกัวโนดอนทิดส์(Iguanodon)
อยู่ในวงศ์อีกัวโนดอนทิเตอันดับย่อยออนิโธโพดา อันดับออนิธิสเชีย เป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดกลางจนถึงใหญ่โครงร่างหนักอุ้ยอ้ายเดิน 2 เท้าหรือ 4 เท้า กระดูกต้นขาเป็นแนวตรง จมูกยาว มีจงอยปาก ไม่มีฟัน ฟันกรามชิดติดเรียงเป็นกลุ่ม อาจจะมีลิ้นยาว ใช้งานได้ ขาหลังขนาดใหญ่มีพลังมหาศาลมีนิ้วเท้า 3 นิ้ว เดิน 4 ขา ทั้งไหล่ แขน นิ้วมือแข็งแรงคล้ายตะขอรับน้ำหนักได้ เดือย แหลม ตรงนิ้วหัวแม่มือขนาดใหญ่ สามารถทำร้ายคู่ปรับ หรือเทอโรพอดขนาดใหญ่ที่ร้ายกาจได้ความยา 13 ฟุต 6 นิ้ว-29 ฟุต 6 นิ้ว (4-9 เมตร) น้ำหนัก 4.5 ตัน อยู่ในช่วงต้นยุคถึงปลายยุคครีเตเชียส ถิ่นกำเนิดอยู่ในแอฟริกาเหนือ ยุโรป เอเชียและอาฟริกา
อีกัวโนดอนทิดส์ที่พบในภาคอีสานเมื่อต้นปี 2540 เป็นฟอสซิลไดโนเสาร์จากชั้นหินหมวด โคกกรวดที่โคกผาส้วม จังหวัดอุบลราชธานีเป็นแหล่งล่าสุดที่คณะสำรวจไทย-ฝรั่งเศลได้ไปสำรวจพบฟันของไดโนเสาร์คล้ายกับสยามโมซอรัสสุธีธรนี่ ซึ่งเคยพบจากหลายแหล่งในหินชุดเสาขัว และอีกส่วนหนึ่งเป็นฟันของไดโนเสาร์ออนิโธพอด พวกอิกัวโนคอนทิดส์ฟันหลายซี่ที่พบไม่สามารถบอกถึงชนิดได้ แต่ก็จำแนกวงศ์ได้และเป็นหลักฐานแรกที่บอกว่ามีพวกออนิโธพอดในประเทศไทย ออนิโธพอดเป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่มีสะโพกแบบนก ขาหลังทั้งสองมีขนาดใหญ่ ขาหน้ามีขนาดเล็กกว่ามากสามารถเดินได้ด้วยสองขาหลัง หรือเดินสี่ขาโดยใช้ขาหน้าช่วยพยุงตัวเป็นไดโนเสาร์ที่มีมาก ในช่วงปลายยุคไดโนเสาร์

8. ซิทคาโกซอรัส(Psittacosaurus)
อยู่ในวงศ์ซิทตาโกซอริเค อันดับย่อย เซอราทอปเซีย อันดับออนิธิสเซียเป็นไดโนเสาร์กินพืช เดิน 2 ขา ความยาว 2 เมตร ขายาว หางยาว แขนสั้น ติดกับมือสำหรับก้าวตะครุบ สันจมูกคล้ายนกแก้วรูจมูกและตาอยู่สูงตรงด้านบนของศรีษะ มีเขาแข็ง เป็นกระดูกตรงช่วงแก้ม เป็นเซอราทอปเชียรุ่นเก่าแก่ที่รู้จักกันมาก มีชีวิตอยู่ในต้นยุคครีเตเชียสซิทตาโกซอรัส เป็นไดโนเสาร์ขนาดเล็กปากเหมือนนกแก้ว ที่พบในอีสานเป็นพวกเซอราทอปเชียน ไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็กมีความยาวเพียงเมตรเดียว เคยพบอยู่ในไซบีเรีย จีน มองโกเลีย เพิ่งมาพบในไทยเมื่อไม่นานมานี้ โดยพบชิ้นส่วนกรามจากจังหวัดชัยภูมิ ในชั้นหินยุคครีเตเชียส (100 ล้านปี) เมื่อวิจัยเปรียบเทียบพบว่าคล้ายกับที่พบอยู่ก่อนแล้ว แต่มีรายละเอียดบางอย่างแตกต่างออกไปจัดว่าเป็นชนิดใหม่ จึงได้ตั้งชื่อว่าซิทตาโกซอรัส สัตยารักษ์กี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่นายนเรศ สัตยารักษ์ นักธรณีวิทยากรมทรัพยากรธรณี ผู้ค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่นี้

สมัยก่อนประวัติศาสตร์
Prehistoric Period

การพบหลักฐานการดำรงชีวิตและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์โบราณในภูมิภาคนี้ อยู่ในช่วงระยะไม่เกิน 10,000 ปีที่ผ่านมา แต่จากสภาพแวดล้อมและลักษณะทางสภาพภูมิศาสตร์ ที่มีเทือกเขาเพชรบูรณ์และดงพระยาเย็นเป็นแนวเขตด้านทิศตะวันตก เทือกเขาพนมดงรักเป็นแนวด้านทิศใต้ และมีแม่น้ำโขงไหลกั้นทิศเหนือและทิศตะวันออกทำให้อีสานเสมือนอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมรวมทั้งการที่มีเทือกเขาภูพานตัดผ่านทำให้เกิดเป็นแอ่ง 2 แอ่ง คือ แอ่งสกลนคร ซึ่งมีลำน้ำสงครามและแอ่งโคราชมีแม่น้ำมูล แม่น้ำชี เป็นแม่น้ำสำคัญ ซึ่งทั้งหมดไหลลงสู่แม่น้ำโขงเช่นเดียวกัน ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ในอดีต ภาคอีสานจึงเหมาะสมสำหรับการตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัยและการสร้างบ้านแปลงเมืองมาโดยตลอด การมีทรัพยากรธรรมชาติทั้งแร่ธาตุ ป่าไม้ แหล่งน้ำ ฯลฯ ทำให้มีมนุษย์เข้ามาดำรงชีพและตั้งถิ่นฐาน รวมทั้งมีผลผลิตที่เป็นการผลิตในระดับอุตสาหกรรมเช่น การผลิตสำริดขึ้นใช้ในแถบลุ่มแม่น้ำสงคราม การผลิตโลหะเหล็กและการผลิตเกลือในแถบลุ่มแม่น้ำชี แม่น้ำมูลตอนล่าง นอกจากนี้ยังมีการสะสมอาหารและแลกเปลี่ยนผลผลิตกันระหว่างชุมชน ตั้งแต่ขนาดเล็กจนกระทั่งเข้าสู่การเป็นสังคมเมืองขนาดใหญ่ในระยะต่อมา โดยมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติมาโดยตลอด
กลุ่มล่าสัตว์และเก็บเกี่ยวพืชผล
Hunting and Food Gathering Groups

กลุ่มสังคมล่าสัตว์และเก็บเกี่ยวพืชผล มักจะมีการเคลื่อนย้ายที่พักอาศัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อหาแหล่งอาหารตามฤดูกาลและความสมบูรณ์ของแหล่งอาหารในภูมิประเทศต่าง ๆ ความต้องการพื้นฐานของสังคมล่าสัตว์ซึ่งได้แก่แหล่งน้ำ แหล่งอาหารและเพิงพัก ซึ่งเป็นผลทำให้ไม่สามารถพบหลักฐานการอยู่อาศัยที่ถาวรของกลุ่มสังคมล่าสัตว์ได้อย่างชัดเจน พบเพียงเครื่องมือกะเทาะ ที่มนุษย์ในยุคนี้ใช้เป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์และหาของป่า กระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆ ใกล้กับแหล่งน้ำ ถ้ำ และเพิงผา นอกจากนี้ยังพบหลักฐานศิลปะถ้ำหรือภาพเขียนบนผนังถ้ำกระจายอยู่ในหลายพื้นที่

หลักฐานกลุ่มล่าสัตว์และเก็บเกี่ยวพืชผล
1. ศิลปะถ้ำ จากการศึกษาทางโบราณคดีมาจนถึงปัจจุบัน ได้พบศิลปะถ้ำในอีสานถึง 131 แหล่งใน 9 จังหวัด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยที่ยังไม่มีตัวอักษรใช้ ซึ่งเราอาจจะศึกษาสื่อความหมาย อธิบายความเชื่อทางศาสนา ขนบประเพณีและแนวทางในการปฏิบัติร่วมกันผ่านทางสัญลักษณ์ที่ภาพปรากฎอยู่ตามหน้าผาและเพิงเผาได้ ภาพที่
ปรากฎส่วนมากเป็นภาพเลียนแบบธรรมชาติอันได้แก่ ภาพคน สัตว์ ภาพมือและเท้า วัตถุสิ่งของ เช่น มีด ลูกศร รวมทั้งภาพ เกี่ยวกับสังคมเกษตรกรรม เช่น ภาพคล้ายต้นข้าว การล่าสัตว์ เป็นต้น ภาพเหล่านี้มีเทคนิคในการทำ 2 วิธี คือ การลงสี ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าน่าจะใช้ดินเทศ คือดินที่เกิดจากการสลายตัวของแร่เหล็กมีสีแดงนำมาบดเป็นผงผสมกับของเหลวบางชนิด เช่น เลือด น้ำผึ้ง ไข่ขาว น้ำคั้นจากพืชบางชนิด ไขสัตว์ เป็นต้น เทคนิคอีกประการหนึ่งคือการทำรูปรอยลงในหิน ด้วยการฝน จาร ขูดขีดและแกะตอกลงบนเนื้อหิน
ศิลปะถ้ำในภาคอีสานสามารถแบ่งได้ตามสภาพภูมิศาสตร์ของอีสานเป็น 3 พื้นที่ใหญ่ ๆ คือ
1. พื้นที่ตามเทือกเขาเพชรบูรณ์ ได้แก่ ศิลปะถ้ำกลุ่มบ้านผือ จ.อุดรธานี กลุ่มภูเก้า จ.หนองบัวลำภู จ.ขอนแก่น กลุ่มภูกระดึง จ.เลย เป็นต้น
2. พื้นที่ตามแนวเทือกเขาภูพานใหญ่สกลนคร ได้แก่ กลุ่มภูพาน จ.สกลนคร กลุ่มผาแต้ม จ.อุบลราชธานีและกลุ่มมุกดาหาร
3. พื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้หรืออีสานล่าง ได้แก่ เขาจันทร์งาม จ.นครราชสีมา
ภาพเขียนสีในภาคอีสานสันนิษฐานตามเรื่องราวที่ปรากฎและเทคนิคการสร้างน่าจะอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสังคมล่าสัตว์และสังคมเกษตรกรรมกล่าวคือ น่าจะมีอายุ 5,000-6,000 ปี จนถึงราว 2,000-3,000 ปีมาแล้ว นอกจากนี้ตามแหล่งที่พบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในกลุ่มสังคมล่าสัตว์และเก็บเกี่ยวพืชผลมีการเคลื่อนย้ายหลักแหล่งตามแนวพื้นที่สูง
2. เครื่องมือหิน หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญของกลุ่มสังคม ล่าสัตว์และเก็บเกี่ยวพืชผล ได้แก่ เครื่องมือหินกะเทาะที่ทำจากหินกรวดแม่น้ำ สำหรับในภาคอีสานมีการพบเครื่องมือหินกะเทาะในพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำโขง ในเขต อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และเขตอำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ อ.เชียงคาน พบเครื่องมือหินกะเทาะ ซึ่งทำจากหินแอนดิไซด์คล้ายกับเครื่องมือหินแบบวัฒนธรรมฮัวบิเนียนและคล้ายคลึงกับเครื่องมือหินที่พบในเขตภาคเหนืออของประเทศไทยนอกจากนี้ยังได้มีการสำรวจพบเครื่องมือหินกะเทาะในพื้นที่ราบเชิงเขาตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์และเทือกเขาภูพานคำ

ชุมชนหมู่บ้านเกษตรกรรม
Village Farming Communities

สังคมเกษตรกรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ผู้คนดำรงชีพด้วยการเพาะปลูกข้าวและติดต่อแลกเปลี่ยนผลิตผลกับสังคมภายนอก นอกจากนี้ยังมีการผลิตงานหัตถกรรมต่าง ๆ เช่น การทำเครื่องปั้นดินเผา การทอผ้า และการทำเครื่องมือ เครื่องใช้จากโลหะ มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่มอย่างถาวร พบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในบริเวณแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช ชุมชนในแอ่งสกลนครนั้นกระจายตัวอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มน้ำ เช่น ลุ่มน้ำสงครามตอนบน ชุมชนอยู่กันอย่างหนาแน่นในเขตต้นน้ำ มากกว่าบริเวณที่เป็นที่ราบน้ำท่วมถึงทางตอนล่าง ส่วนชุมชนในแอ่งโคราชมีอาศัยอยู่ทั้งในที่ราบลุ่มของลำน้ำ และที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง โดยเฉพาะที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงของลุ่มน้ำมูลและชี

ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน
การตั้งถิ่นฐานของชุมชนเกษตรกรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของอีสานแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม โดยพิจารณาตามสภาพภูมิศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน รูปแบบทางวัฒนธรรม ลักษณะการทำภาชนะดินเผา ตลอดจนประเพณีการฝังศพ ได้แก่ กลุ่มชุมชนลุ่มน้ำสงครามตอนบนหรือกลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง กลุ่มชุมชนแม่น้ำชีตอนบน กลุ่มชุมชนแม่น้ำชีตอนล่างและแม่น้ำมูลตอนล่างหรือกลุ่มทุ่งกุลาร้องได้และกลุ่มชุมชนแม่น้ำมูลตอนบนหรือกลุ่มพิมายหรือกลุ่มทุ่งสัมฤทธิ์
1. กลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียง เป็นชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณแม่น้ำสงครามและลำห้วยสาขา ซึ่งมีลำน้ำหลัก 3 สาย ไหลลงสู่แม่น้ำโขง คือ แม่น้ำสงคราม ห้วยหลวง และลำน้ำสวย ชุมชนได้กระจายตัวอยู่บริเวณที่ราบลุ่มของลำน้ำในบริเวณแอ่งสกลนครมากถึง 127 แห่ง ที่สำคัญได้แก่ บ้านอ้อมแก้ว บ้านธาตุ บ้านต้อง โนนขี้กลิ้ง บ้านนาดี โนนเก่าน้อย บ้านสะงวย บ้านเมืองพรึก บ้านผักตบ บ้านโนนนาสร้าง บ้านสร้างดู่และบ้านเชียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขุดค้นที่บ้านเชียง ทำให้เข้าใจถึงพัฒนาการของชุมชนในกลุ่มวัฒนธรรมนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรูปแบบเฉพาะของภาชนะลายเขียน สีที่เป็นเอกลักษณ์และพัฒนาการด้านโลหะกรรมวิทยาของชุมชน โดยมีการใช้เทคโนโลยีการทำสำริด เมื่อ 3,600-3,000 ปีมาแล้ว รวมทั้งรู้จักการถลุงเหล็กมาทำเป็นเครื่องมือใช้ จากการศึกษาพบว่ากลุ่มวัฒนธรรมบ้านเชียงเป็นชุมชนเกษตรกรรมเพาะปลูกข้าวในที่กลุ่มน้ำขังมีสภาพแวดล้อมในอดีตเป็นป่าเต็งรัง มีลำห้วยใกล้ ๆ มีการล่าสัตว์ เก้ง กวาง หมูป่า วัวป่า บริโภคสัตว์น้ำ มีการนำโลหะ เหล็กและสำริดมาใช้ รวมทั้งมีประเพณีการฝังศพ ในลักษณะนอนหงาย เหยียดยาว กลุ่มชุมชนที่อยู่ในบริเวณนี้หลายแหล่งได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องเป็นบ้านเมืองและเข้าสู่สมัยวัฒนธรรม คือ วัฒนธรรมทวาราวดี วัฒนธรรมเขมรโบราณและวัฒนธรรมล้านช้าง ในเวลาต่อมา
2. กลุ่มแม่น้ำชีตอนบน ชุมชนกลุ่มนี้กระจายตัวอยู่ตามที่ราบลุ่มบันไดขั้นต่ำ ทางตอนบนของแม่น้ำชีและแอ่งโคราช โดยเฉพาะบริเวณลุ่มห้วยทรายขาว ลำน้ำพอง ลำน้ำพรม ลำน้ำเซินและแม่น้ำชีจากแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ทางตะวันตกไหลมาถึงทางตะวันออกของพื้นที่การตั้งถิ่นฐานของชุมชน กระจายอยู่ตามพื้นที่ทั้ง 3 ระดับ คือบริเวณที่ราบเชิงเขา ที่ราบลุ่ม และพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง แหล่งโบราณคดีที่สำคัญได้แก่ บ้านโนนนกทาจังหวัดขอนแก่น จากการขุดค้นพบว่าเป็นชุมชนเกษตรกรรม มีการเพาะปลูกข้าว ล่าสัตว์ รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู วัว และสุนัขมีการใช้ภารชนะดินเผาลายเชือก ทาบและได้พบร่องรอยการผลิตโลหะสำริดจากการกำหนดอายุของชุมชนโนนนกทาโดยวิธีคาร์บอน 14 โดยใช้ตัวอย่างถ่านพบว่ามีอายุกว่า 3,000 ปีมาแล้ว นอกจากนี้การขุดค้นที่บ้านโนนเมือง จังหวัดขอนแก่น พบว่าเป็นชุมชนเกษตรกรรม มีการเพาะปลูกข้าวและหาของป่า รู้จักทำเครื่องมือเครื่องใช้จากสำริด และยังพบว่าชุมชนกลุ่มนี้มีการติดต่อกับสังคมภายนอก โดยพบเศษวัสดุจากทะเล เช่น ลูกปัดจากหอยมือเสือและหอยเบี้ย ผลจากการหาอายุทางวิทยาศาสตร์พบว่ามีอายุประมาณ 2,500-1,500 ปีมาแล้ว
3. กลุ่มแม่น้ำชีตอนล่างและแม่น้ำมูลตอนล่าง ชุมชนกลุ่มนี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงและขยายตัวตามพื้นที่ราบลุ่มในเขตจังหวัดมหาสารคาม บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ ยโสธร ศรีสะเกษและอุบลราชธานี โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ จากการสำรวจโดยภาควิชามานุษยวิทยามหาวิทยาลัยศิลปากรพบว่าชุมชนโบราณกระจายอยู่ตามเขตลุ่มแม่น้ำชี ตอนล่างลุ่มแม่น้ำมูลและลำห้วยสาขา เช่น ลำน้ำเสียว ลำน้ำเตา ลำพังฉลู ลำพลับพลา ลำเซบาย และลำเซบก ตามเขตลุ่มน้ำเหล่านี้มีชุมชนโบราณประมาณ 190 แห่ง มีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพบร่องรอยของการถลุงเหล็กกว่า 30 แห่งและร่องรอยการผลิตเกลืออีกหลายแห่ง
แหล่งโบราณคดีมีการขุดค้น เช่น ที่โนนยาง บ้านเขาโค้ง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ พบว่ามีการตั้งถิ่นฐานและร่องรอยของกิจกรรมในช่วงระยะแรกประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว ลักษณะเฉพาะคือการทำภาชนะดินเผาเนื้อดินสีขาวซึ่งนักโบราณคดีบางท่านเรียกว่า ภาชนะดินเผาแบบร้อยเอ็ดและบางท่านเรียกว่าแบบทุ่งกุลาร้องไห้ พบร่องรอยการฝังศพครั้งที่สองโดยทั่วไปในเขตลุ่มแม่น้ำมูลตอนล่างและชุมชน พื้นเมืองแถบชายฝั่งทะเล จากการสำรวจพบร่องรอยการถลุงเหล็กอย่างเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณ 2,200 ปีมาแล้ว ที่บริเวณบ้านดงพลองพบเตาถลุงเหล็กโบราณถึง 17 เตา
4. กลุ่มชุมชนลุ่มแม่น้ำมูลตอนบน ชุมชนกลุ่มนี้กระจายอยู่บริเวณต้นแม่น้ำมูลในเขตอำเภอพิมาย อำเภอสูงเนิน อำเภอโนนสูง ไปจนถึงอำเภอชุมพวงและบางส่วนของจังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตลำห้วยสาขาแม่น้ำมูล เช่น ลำธารปราสาทและอื่น ๆ โดยเฉพาะบริเวณรอบตัวเมืองพิมาย ลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมคือการทำภาชนะดินเผาปากแตร รวมทั้งรูปแบบพิมายดำ ซึ่งอยู่ในช่วงสมัยหลังแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ ได้แก่ บ้านสัมฤทธิ์ บ้านสันเที้ย บ้านตำแย บ้านโตนด บ้านปราสาท จังหวัดนครราชสีมา มีอายุประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว เป็นชุมชนเกษตรกรรมมีการเพาะปลูกข้าวและอาศัยแหล่งอาหารจากทรัพยากรธรรมชาติ ต่อมามีการถลุงเหล็กและผลิตเกลือ ทำให้มีการติดต่อเส้นทางแม่น้ำและลำห้วยหลายสาย จึงมีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างหนาแน่น และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องทำให้ชุมชนมีการขยายตัวออกไปกลายเป็นชุมชนหลักและเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยน

สมัยประวัติศาสตร์
Historic Period

จากการศึกษาหลักฐานการตั้งถิ่นฐานและพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาคนี้พบว่าก่อนที่จะเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ ได้มีการกระจายตัวของชุมชนโบราณอย่างกว้างขวาง เกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่ประมาณ 2,500-2,000 ปีมาแล้ว ในช่วงระยะนี้ปรากฎชุมชนที่มีการถลุงเหล็กในระดับอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณลุ่มแม่น้ำชี-มูลในแอ่งโคราช ชุมชนหลายแห่งเป็นชุมชนถลุงเหล็กโดยตรง ทั้งที่เป็นชุมชนที่มีคูน้ำ คันดินล้อมรอบและเป็นเนินดินที่ไม่มีคูน้ำคันดิน ผลจากการศึกษาชุมชนที่มีการถลุงเหล็กพบว่ามีการทำในระดับอุตสาหกรรมตั้งแต่เมื่อประมาณ 2,200 ปีที่ผ่านมา การเรียนรู้เทคโนโลยีการถลุงแร่เหล็กตลอดจนการมีทรัพยากรเหล็กทำให้เกิดการขยายตัวของชุมชนโบราณและการเข้าไปตั้งถิ่นฐานเกิดการติดต่อแลกเปลี่ยนทำให้เกิดระบบชุมชนที่มีศูนย์กลางและมีพัฒนาการเป็นบ้านเมืองในระยะต่อมา
นอกจากนี้การผลิตเกลือในหลายพื้นที่ของภาคอีสาน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีการผลิตข้าวเป็นการเพาะปลูกข้าวในระบบนาลุ่มทำให้มีการสะสมอาหารและมีระบบการผลิตเฉพาะเพื่อการแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นปัจจัยต่อการพัฒนาเป็นสังคมเมืองอีกประการหนึ่งด้วย
ราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 อิทธิพลวัฒนธรรมจากกลุ่มภายนอกได้หลั่งไหลเข้ามาสู่ดินแดนแถบนี้ โดยกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มวัฒนธรรมทวาราวดี อีกกลุ่มหนึ่งเป็นวัฒนธรรมเขมรโบราณซึ่งในขณะนั้นเรียกว่าอาณาจักรเจนละและเรื่อยมาจนถึงวัฒนธรรมเขมรโบราณสมัยพระนคร และวัฒนธรรมไท-ลาวหรือวัฒนธรรมล้านช้างในสมัยต่อมา

หลักฐานทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรมเจนละ (Chenla Culture)
วัฒนธรรมอาณาจักรเจนละหรือวัฒนธรรมเขมรโบราณสมัยก่อนเมืองพระนคร อยู่ในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 11-14 โดยนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีเชื่อว่าอาณาจักรเจนละมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองเศรษฐปุระหรือบริเวณวัดภูนครจัมปาศักดิ์สาธารณรัฐประชาธิไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน
ต่อมาภายหลังในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 อาณาจักรเจนละแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือเจนละบกและเจนละน้ำ เจนละบกอยู่ทางตอนเหนือในเขตประเทศลาว และภาคอีสานของไทยในปัจจุบัน ส่วนเจนละน้ำอยู่ทางตอนใต้มีอาณาเขตจรดทะเล นักวิชาการได้สันนิษฐานจากหลักฐานทางโบราณคดีว่าราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 ศูนย์กลางของอาณาจักรเจนละบกอยู่ในเขตลุ่มแม่น้ำมูลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

หลักฐานทางโบราณคดี
1. จารึกดอนเมืองเตย จารึกดอนเมืองเตยคือหลักฐานที่สำคัญซึ่งใช้อักษรปัลลวะภาษาสันสฤต ข้อความกล่าวถึงกษัตริย์แห่งสกุลเสนะในสมัยเจนละ นักวิชาการสันนิษฐานว่าเมืองเตย ซึ่งอยู่ในเขต อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร เป็นศูนย์กลางของกลุ่มเมืองในลุ่มน้ำเซบก เซบาย นอกจากจารึกแล้วยังพบว่า ชุมชนบ้านเมืองเตยมีคติความเชื่อในการปักเสมาแบบท้องถิ่นปะปนกับการนับถือลัทธิฮินดูและรับพุทธศาสนาสมัยทวารวดี นอกจากนี้ยังได้พบฐานอาคารสลัก ลวดลายดอกไม้ที่มิใช่ศิลปะทวารวดีและขอมสมัยเมืองพระนคร ลักษณะอิฐและขนาดอิฐก็แปลกแตกต่างออกไป ความเก่าแก่ของเมืองเตยสอดคล้องกับจารึกซึ่งกำหนดได้ว่าอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 13-14
2. จารึกอักษรปัลลวะ จารึกปากน้ำมูล 1 และจารึกปากน้ำมูล 2 ได้กล่าวถึงประวัติของพระเจ้าจิตรเสน จารึกวัดศรีเมืองแอม ในเขตจังหวัดขอนแก่น ได้กล่าวถึงพระเจ้าจิตรเสนว่าได้รับการอภิเษกเป็นพระเจ้ามเหนทรวรมัน พระองค์รบชนะคนพื้นเมืองและสถาปนาศิวลึงค์ ไว้เป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะของพระองค์ จากหลักฐานแสดงให้เห็นกลุ่มเมืองโบราณในบริเวณจังหวัดยโสธร อุบลราชธานี และใกล้เคียง อันเป็นศูนย์กลางหนึ่งของเจนละ
3. ทับหลัง ที่ อ.พิบูลมังสาหาร
เป็นทับหลังแบบสมโบร์ไพรกุก ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 พบในเขตอำเภอพิบูมลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี

วัฒนธรรมทวาราวดี (Dvaravati Culture)
หลักฐานวัฒนธรรมทวาราวดี เชื่อกันว่ามีศูนย์กลางอยู่ที่ภาคกลางของประเทศไทย มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 11-16 และแพร่เข้าสู่ภาคอีสานกระจายทั่วไปถึงแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช ศิลปกรรมสมัยทวารวดีเป็นศิลปะกรรม เนื่องด้วยพุทธศาสนาผสมกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอีสานทำให้เกิดการสร้างเสมาหินตามเนินดิน เพื่อเป็นพุทธบูชาและกำหนดเขตพิธีกรรมทางพุทธศาสนา แพร่กระจายโดยทั่วไป ประมาณกันว่าในราวต้นพุทธศวรรษที่ 13 วัฒนธรรมทวาราวดีนี้ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปบริเวณภาคเหนือตอนล่างแถบเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ และสุโขทัย จากนั้นได้แพร่ขยายเข้าสู่บริเวณที่ราบสูงโคราช จนถึงราวต้นพุทธศตวรรษที่ 14 เขตใหญ่ ๆ คือบริเวณตอนกลางของลุ่มแม่น้ำมูลได้แก่ เขตจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดนครราชสีมาและบริเวณลุ่มแม่น้ำชี ได้แก่บริเวณเขตจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น อุดรธานี กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และยโสธร
หลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงการแพร่กระจายของวัฒนธรรมทวารวดีจากภาคกลางที่สำคัญ ได้แก่ จารึกที่ใช้ภาษามอญเป็นหลัก เช่น จารึกภาษามอญปนเขมร พบที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับการกำหนดอายุว่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 จารึกภาษามอญ ซึ่งทางโครงการโบราณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบที่ดอนแก้ว อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานีและจารึกภาษามอญหลักพระพิม์พบจากการขุดแต่งโบราณสถานที่เมืองนครจำปาศรี อำเภอนาดูร จังหวัดมหาสารคาม
หลักฐานทางโบราณคดี
1. ธรรมจักรที่บ้านเสมา เมืองโบราณที่พบหลักฐานทางโบราณคดีทำให้สันนิษฐานว่าเป็นเมืองในสมัยทวารวดี ได้แก่ เมืองเสมาในเขต อ.สูงเนิน ซึ่งเป็นเมืองโบราณในลุ่มแม่น้ำมูล ได้พบหลักฐานศาสนสถานพระนอนหินทรายเสมาหินอันเป็นศิลปกรรมสมัยทวารวดี
2. เสมาฟ้าแดดสงยาง เมืองโบราณทวาราวดีในเขตลุ่มน้ำชีที่สำคัญคือ เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ โดยพบโบราณสถานสมัยทวารวดี และเสมาหินจำหลักนูนต่ำ ภาพพระพุทธเจ้าเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์และภาพพระนางพิมพาสยามพระเกศาเช็ดพระบาท
3. พระพิมพ์นาดูน เมืองนาดูนหรือนครจำปาศรี อ.นาดูน จ.มหาสารคาม พบพระพิมพ์ดินเผา ปรากฎจารึกด้านหลัง นอกจากนี้ยังพบหลักฐานสมัยทวารวดีอีกหลายพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำมูลตอนบน และลุ่มน้ำชีตอนบน

วัฒนธรรมเขมรพระนคร(Khmer Culture)
วัฒนธรรมเขมรโบราณรุ่งเรืองมากในภาคอีสานระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15-18 ทำให้เกิดศาสนสถานในลัทธิพราหมณ์หลายแห่ง เช่น ปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ เป็นต้น อิทธิพลเหนือลุ่มแม่น้ำมูลนี้คงเริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545-1592) เทียบจากหลักฐานที่ค้นพบจารึกที่บานประตูปราสาท หินพิมาย จ.นคราชสีมาและจารึกที่วัดสุปัฏนารามวิหาร จ.อุบลราชธานี มีข้อความกล่าวถึงนามของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 และระบุปีศักราชไว้ว่า พ.ศ.1580 ขยายอิทธิพลไปถึงเขตลพบุรี การกระจายของวัฒนธรรมเขมรเป็นไปอย่างกว้างขวางในเขตลุ่มแม่น้ำมูล โดยเฉพาะภายหลังสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656-1693) อิทธิพลทางวัฒนธรรมได้แผ่ขยายไปยังจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิและยังเข้าไปถึงเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ จนกระทั่งถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1762) ซึ่งนับถือพุทธศานานิกายมหายานได้ขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมพุทธศาสนามหายานและพราหมณ์เข้ามายังรัฐต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของพระองค์โดยการส่งรูปแทนพระองค์ รวมทั้งเครื่องไทยทานไปยังรัฐเหล่านั้นด้วย ในรัฐเหล่านี้ปรากฎว่ากล่าวถึง “วิมายะ” ซึ่งเชื่อกันว่าคือเมืองพิมาย จ.นครราชสีมา ในปัจจุบัน
นอกจากโบราณวัตถุสถานที่ได้มีการค้นพบแล้ว ยังไม่พบร่องรอยคันดินที่มีลักษณะเป็นถนนโบราณเชื่อมระหว่างเมืองกับตัวเมืองอื่นหรือเชื่อมกับที่ตั้งชุมชนที่อยู่นอกเมือง แต่พบร่องรอยคันดินที่เป็นถนนที่ทำหน้าที่เป็นคันชักน้ำเข้าไปยังบริเวณที่ทำการเพาะปลูกหรืออ่างน้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในสมัยนี้มีการทำนาแบบที่ลุ่มน้ำขัง นอกจากนี้ตามแหล่งชุมชนใหญ่และศาสนสถานที่สำคัญได้มีการขุด “บาราย” หรือสระน้ำขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้ำสำหรับใช้อุปโภคบริโภค แสดงให้เห็นถึงความเจริญทางเทคโนโลยีว่ารู้จักวิธีการควบคุมการเก็บกักน้ำให้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน

หลักฐานทางโบราณคดี
1. ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ ปราสาทแห่งนี้เป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดูมาตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 15 จนกระทั่งพุทธศตวรรษที่ 17 หรือต้นพุทธศตวรรษที่ 18 โดยสร้างเป็นเทวาลัยแห่งพระศิวะ ประดิษฐานรูปเคารพแทนองค์พระศิวะและรูปเคารพเทพเจ้าวงศ์อื่น ๆ ในตำแหน่งที่แสดงให้เห็นว่าเป็นเทพชั้นรอง
2. ปราสาทหินพิมาย อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ปราสาทหินพิมายเป็นพุทธสถานฝ่ายมหายานที่ตั้งอยู่กลางเมืองพิมาย หรือวิมายปุระซึ่งเป็นเมืองสำคัญที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอาณาจักรกัมพูชา ปรากฎชื่อเป็นหลักฐานในศิลาจารึกที่พบในประเทศกัมพูชาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 12 (จารึกของพระเจ้าอีศานวรมันเรียก ภีมปุระ) และในพุทธศตวรรษที่ 18 (ในจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เรียกว่าวิมายปุระ)
3. ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16-18 มีโคปุระและบันไดศิลา เดินขึ้นไปยังศาสนสถานหลังกลาง ซึ่งสร้างเป็นเทวาลัยถวายพระอิศวร

วัฒนธรรมกลุ่มไท-ลาวหรือวัฒนธรรมล้านช้าง
วัฒนธรรมกลุ่มไท-ลาวหรือวัฒนธรรมล้านช้าง ได้แพร่เข้าสู่ภาคอีสานหลังจากอิทธิพลทางการเมืองและวัฒนธรรมของเขมรได้เสื่อมลงในราวพุทธศตวรรษที่ 19 และการแพร่หลายของพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ซึ่งส่งผ่านมาจากบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย รวมทั้งการก่อตัวของกลุ่มลาวในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง ส่วนชุมชนโบราณขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเมืองต่าง ๆ ก็ปรากฎว่าค่อย ๆ เสื่อมสูญไป โดยถูกทิ้งร้างเหลือเพียงชุมชนเล็ก ๆ กระจัดกระจายการที่กลุ่มวัฒนธรรมไท-ลาวเข้ามามีอำนาจเหนือแอ่งสกลนคร ในสมัยเริ่มต้นของอาณาจักรล้านช้าง เป็นปัจจัยสำคัญให้วัฒนธรรมไท-ลาวเข้ามาแทนวัฒนธรรมเขมรโบราณสมัยพระนคร ชนพื้นเมืองเริ่มรับวัฒนธรรมไท-ลาวและก่อตัวเป็นสังคมเมืองสืบทอดวัฒนธรรมหลังจากนั้นจึงได้มีการกระจายอิทธิพลเข้าสู่ดินแดนแอ่งโคราชแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูล ในเขตจังหวัดยโสธรและจังหวัดอุบลราชธานี
การขยายตัวของชุมชนหลังพุทธศตวรรษที่ 19 ทำให้เกิดประชาคมกลุ่มต่างๆ กระจายอยู่ทั่วไปในภูมิภาค
1. กลุ่มประชาคมลุ่มแม่น้ำโขง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับกลุ่มวัฒนธรรมล้านช้าง มีพัฒนาการและการก่อตัวเป็นบ้านเมืองโบราณเช่น เวียงจันทน์ จำปาสัก โคตรบูร
2. กลุ่มประชาคมลุ่มแม่น้ำชี ศูนย์กลางอยู่ในเขตสุวรรณภูมิ มีการขยายตัวในเขตตอนกลางของภูมิภาค
3. กลุ่มประชาคมลุ่มแม่น้ำมูล จากลุ่มแม่น้ำมูลจนถึงลุ่มแม่น้ำมูลทางตอนล่างของภูมิภาค
หลักฐานทางโบราณคดี
1. พระธาตุพนม อ.เมือง จ.นครพนม เป็นพระธาตุบรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกอก) ขององค์สมเด็จพระพุทธเจ้า สร้างโดยพระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์และกษัตริย์จาก 3 แคว้น 2 เมือง ซึ่งได้แก่ พญาจุฬามณี พรหมทัตแห่งแคว้นจุฬามณี พญานันทเสนแห่งแคว้นศรีโคตรบูร พญาอินทปัตแห่งแคว้นอินทปัตนตร พญาสุวรรณมังคารแห่งเมือง หนองหานหลวงและพญาคำแดงแห่งเมืองหนองหานน้อย
2. พระธาตุเรณูนคร อ.เรณูนคร จ.นครพนม สร้างขึ้นใน พ.ศ.2461 เป็นธาตุกลุ่มฐานสูง โดยจำลองมาจากพระธาตุพนม ภายในพระธาตุเป็นที่บรรจุพระไตรปิฎกและพระพุทธรูปทองคำ
3. พระธาตุเชิงมุม อ.เมือง จ.สกลนคร สร้างโดยพระยาสวรรษภิงคาระ ภายหลังจะได้ฟังเทศน์จากพระพุทธองค์เกิดความเสื่อมใสมาก จึงทรงบำรุงรอยพระพุทธบาท โดยถอดมงกุฎที่มีน้ำหนักถึงแสนตำลึงไว้แล้วสร้างพระธาตุครอบ
4. พระธาตุบ้านแก่ง (พระธาตุหนองสามหมื่น) อ.ภูเวียง จ.ชัยภูมิ ตามประวัติไม่ปรากฎชื่อผู้สร้างแต่ดูรูปแบบศิลปกรรม น่าจะอยู่ในสมัยสมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช แห่งนคร
เวียงจันทน์ ช่วง พ.ศ.2093-2115
5. พระธาตุขามแก่น จ.ขอนแก่น สร้างโดยพระยาหลังเขียวและพระอรหันต์รวม 9 รูป เมื่อครั้งที่เดินทางไปอัญเชิญพระอังคารของพระพุทธเจ้ามาบรรจุไว้ในพระธาตุพนม แต่ไปไม่ทันขากลับเห็นนิมิตรหมายตอมะขามตายกลับแตกกิ่งก้านสาขาออกจึงสร้างพระธาตุครอบมะขามนั้น
6. พระธาตุก่องข้าวน้อยที่บ้านตาดทอง จ.ยโสธร สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยของท้าวหน้า, ท้าวคำสิงห์, ท้าวคำผงและพระวรวงศา (พระวอ) ที่อพยพมาจากกรุงศรีสัตนาคนหุต
(เวียงจันทน์) เป็นธาตุทรงสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูนได้อิทธิพลการออกแบบจากธาตุพระอานนท์
7. พระธาตุศรีสองรักด่านซ้าย จ.เลย สร้างขึ้นในสมัยพระมหาจักรพรรดิ์ แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต(เวียงจันทน์) เพื่อเป็นสักขีพยานในการทำสัญญาทางพระราชไมตรีร่วมกันเมื่อ พ.ศ.2103
8. พระธาตุบังพวน อ.เมือง จ.หนองคาย สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์สัตตมหาเจดีย์สถานแห่งกรุงล้านช้าง