บุญข้าวจี่วาเลนไทน์ พลิกวิถีสู่วัฒนธรรมร่วมสมัย

0
327

ชาวอีสานมีชีวิตผูกพันอยู่กับความเชื่อทางศาสนา จึงมักมีประเพณีเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตตลอดปี เรียกว่าฮีต 12 โดยยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน ดังเช่น บุญข้าวจี่ นิยมจัดในราวกลางเดือนหรือปลายเดือนสาม คือ ภายหลังการทำบุญวันมาฆบูชา (เดือนสาม ขึ้น ๑๔ ค่ำ) บุญข้าวจี่เป็นกิจกรรมร่วมของชุมชนหลายหมู่บ้าน โดยชาวบ้านจะคัดเลือกข้าวที่ดีที่สุดนำมาถวายเป็นพุทธบูชา มาผ่านกรรมวิธีจี่ข้าว(การนำข้าวเหนียวเป็นปั้นไปปิ้งไฟด้วยเตาถ่าน) เพื่อตักบาตรข้าวจี่ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์

ปัจจุบันบุญข้าวจี่ได้ถูกสืบทอดเฉพาะวิถีของชุมชน และถูกหลงลืมในหมู่หนุ่มสาวรุ่นใหม่ หลายคนคุ้นเคยกับวันวาเลนไทน์มากกว่าบุญข้าวจี่ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาใกล้เคียงกัน ฉะนั้นเพื่อให้คนหนุ่มสาวได้ฉลองความรักในเทศกาลวาเลนไทน์และมีโอกาสสืบสานประเพณีดั้งเดิมของชาวอีสาน มหาวิทยาลัยขอนแก่นจึงจัดงานบุญข้าวจี่วาเลนไทน์ขึ้น ภายใต้แนวคิดไม่หลงของเก่าไม่เมาของใหม่ โดยใช้กลยุทธ์ผสมผสานทางวัฒนธรรมให้เกิดการสืบทอดประเพณีอันงดงาม

รศ.ดร.นิยม วงศ์พงษ์คำ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและชุมชนสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า งานบุญข้าวจี่วาเลนไทน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน ตลอดจนปลูกฝังค่านิยมวัฒนธรรมอันดีงานแก่เยาวชน ผ่านรูปแบบการจัดงานร่วมสมัย ภายใต้แนวคิดไม่หลงของเก่า ไม่เมาของใหม่ โดยพยายามสอดแทรกแนวคิดและตีความหมายของความรักให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะความรักความสามัคคีของคนในท้องถิ่นล้วนแต่เป็นประเพณีที่ส่งเสริมให้คนในชุมชนได้ออกมาร่วมกิจกรรมพบปะสังสรรค์กัน ทั้งยังต้องการที่จะฟื้นฟู ค้นหาคุณค่า ความหมายที่ซ่อนแฝง ให้แก่เยาวชนได้ตระหนัก นำทั้งสองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างชิ้นเชิงมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับยุคสมัย ผสานได้อย่างลงตัว

ฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและชุมชนสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีนโยบายสืบสานฮีต 12 ท้องถิ่นให้ปรากฏเป็นรูปธรรม โดยมีโจทย์ว่าทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สืบสานวัฒนธรรมอันดีงาม ร่วมกับคนในชุมชนใกล้เคียงมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน ฉะนั้นจึงผลักดันกิจกรรมฮีต 12 สร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และนักศึกษา ผสานเป็นเนื้อเดียวกันเพื่อช่วยกันสืบทอดประเพณีที่งดงามให้คงอยู่คู่ชาวไทยสืบไป

นายธีระวัฒน์ แก้วจันทร์ และนางสาวพุทธภรณ์ นนท์พละ คู่รักที่มาร่วมงาน เผยถึงความรู้สึกในการเข้าร่วมงานว่า รู้สึกประทับใจสถานที่ และกิจกรรมที่จัดให้เหมาะสมกับวัยรุ่น เช่นการแสดงวงดนตรี การฉายภาพยนตร์ การจี่ข้าว โดยทำร่วมกับผู้เฒ่าผู้แก่ ทำให้มีโอกาสหวนระลึกถึงประเพณีชาวอีสานและถือโอกาสนี้มอบความรักให้กับคู่รักด้วยเช่นกัน
กิจกรรมภายในงานมีการแสดงศิลปวัฒนธรรมจากนักศึกษา การฉายหนังกลางแปลง ออกร้านสินค้าทำมือจากนักศึกษา การจี่ข้าวโดยมีผู้สูงอายุมาถ่ายทอดวิธีการทำข้าวจี่ให้เด็กๆรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปตักบาตรพระสงฆ์ในวันรุ่งเช้า ซึ่งความจริงแล้วบุญข้าวจี่ถือเป็นบุญแห่งความรักโดยตรง แต่ไม่ใช่การแสดงความรักฉันหนุ่มสาว ทั้งนี้ตามพุทธประวัติได้เล่าถึงนางปุณณทาสีได้ทำขนมแป้งจี่(ข้าวจี่) ถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ แต่นางคิดว่าท่านคงไม่ฉันเพราะอาหารที่ถวายไม่ใช่อาหารที่ดีหรือประณีต เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบวาระจิตของนางและได้ฉันข้าวจี่เรียบร้อยแล้ว จึงได้แสดงธรรมให้นางปุณณทาสีฟัง กระทั่งบรรลุโสดาบัน เป็นอริยอุบาสิกา จากความเชื่อที่มีข้าวจี่เป็นมูลเหตุนี้เอง คนอีสานโบราณจึงได้จัดแต่งให้มีบุญข้าวจี่ทุกๆปี ไม่ได้ขาด ฉะนั้นการทำบุญข้าวจี่จึงเป็นบุญที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันสืบทอดประเพณีอันดีงามเป็นการแสดงความรักแก่พระพุทธศาสนาโดยแท้

บุญข้าวจี่วาเลนไทน์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นับเป็นการพลิกฟื้นวัฒนธรรมครั้งสำคัญ ในการผนวกรวม 2 วิถีเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “ไม่หลงของเก่าไม่เมาของใหม่” และเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าการจะอนุรักษ์วัฒนธรรมแห่งรากเหง้าได้นั้น คงไม่ใช่การทำในแบบเดิมต่อกันมา แต่ต้องผสานหรือปรับเปลี่ยนอย่างเหมาะสมเพื่อให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ สิ่งนี้น่าจะเป็นคำตอบของการสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิมให้ยั่งยืนต่อไป

ข่าว จิราพร ประทุมชัย,รวิพร สายแสนทอง